
ปล่อยเงินกู้/กู้ยืมเงิน
ช่วงนี้มีข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินนอกระบบ การกู้ยืมเงินมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ฝ่ายขึ้นไป ฝ่ายแรก เป็นเจ้าของเงินที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือเจ้าหนี้ ฝ่ายที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงินหรือที่เราเรียกว่าลูกหนี้ นั่นแหละ นอกจากนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อีก เช่น ผู้ค้ำประกัน สถาบันการเงิน เป็นต้น และอีกฝ่ายที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึง ก็คือ กรมสรรพากร ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเขาเลย
ช่วงนี้มีข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินนอกระบบ การกู้ยืมเงินมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ฝ่ายขึ้นไป ฝ่ายแรก เป็นเจ้าของเงินที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือเจ้าหนี้ ฝ่ายที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงินหรือที่เราเรียกว่าลูกหนี้ นั่นแหละ นอกจากนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อีก เช่น ผู้ค้ำประกัน สถาบันการเงิน เป็นต้น และอีกฝ่ายที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึง ก็คือ กรมสรรพากร ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเขาเลย
ปกติไม่มีใครอยากเป็นลูกหนี้ แต่เพราะความจำเป็นต้องใช้เงินสดมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือหมุนเวียนในธุรกิจ หรือมองเห็นว่าหากกู้ยืมเงินมาแล้วนำมาปล่อยกู้เพื่อหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยมากกว่าที่ตนเองต้องจ่ายไป อย่างนี้ก็มีเยอะเหมือนกัน ผู้ให้กู้ยืมเงินอาจเป็นธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัท ห้างร้าน นิติบุคคลอื่นๆ รวมถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป ส่วนผู้กู้ยืมเงินอาจเป็นเช่นเดียวกับผู้ให้กู้ยืมก็ได้ สำหรับหน่วยงานรัฐหากจะกู้ยืมเงินมักออกตราสารประเภทพันธบัตร
ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นโตวันโตคืน โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินนอกระบบ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณเงินในท้องตลาด ความต้องการกู้ยืมมีมากน้อยเพียงใด กู้ยืมเงินจากแหล่งใด ความเสี่ยงจากผู้กู้ยืมเงินที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืน วงเงินที่กู้ยืมและอื่นๆ อีกจิปาถะ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้กู้ยืมก็ตามต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่ รวมถึงกรมสรรพากรที่จะได้เก็บภาษีที่เกิดขึ้นจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืม
ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้ผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และผู้ให้กู้ยืมเงินที่ได้รับดอกเบี้ยมีหน้าที่ทางภาษี ดังนี้
ผู้ให้กู้ยืมเงิน/เจ้าหนี้เงินกู้ ในโลกแห่งความเป็นจริง การให้กู้ยืมเงินก็เพื่อหวังผลตอบแทนซึ่งก็คือ ดอกเบี้ย บางรายอาจจะบอกว่าไม่ได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งก็มีบ้างในหมู่พี่น้องกัน แต่หากเป็นรูปของบริษัท ฯลฯ คงนำมาอ้างไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมได้ อัตราจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารหรือดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินมาปล่อยกู้อีกที ดังนั้นผู้ให้กู้ยืมเงินที่ได้รับดอกเบี้ยจะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์จากการทำสัญญากู้ยืมเงิน
ผู้ให้กู้ยืมเงินที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนำดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมที่ได้รับไปยื่นรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีภาษี กรณีที่ได้ถูกหักภาษีเงินได้ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราที่กฎหมายกำหนด สามารถเลือกที่จะไม่นำดอกเบี้ยไปยื่นรวมคำนวณภาษีก็ได้ ส่วนผู้ให้กู้ยืมเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไป
สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ให้กู้ยืมทุกรายที่ได้รับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย เว้นแต่ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย
นอกจากนั้น สัญญาให้กู้ยืมเงินที่ได้จัดทำขึ้น ผู้ให้กู้ยืมเงินต้องเสียอากรแสตมป์ 1 บาททุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของจำนวนเงิน 2,000 บาทแต่อากรแสตมป์ที่ต้องเสียเมื่อรวมกันแล้ว ถ้าเกิน1 หมื่นบาท ให้เสียเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น
ผู้กู้ยืมเงิน/ลูกหนี้เงินกู้ กฎหมายกำหนดให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ผู้กู้ยืมเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของดอกเบี้ยที่จ่าย แต่ถ้าจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ให้หักภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของดอกเบี้ยที่จ่าย
กรณีที่ได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไปยังผู้ให้กู้ยืมที่อยู่ในต่างประเทศ ผู้จ่ายดอกเบี้ยกู้ทุกรายต้องหักภาษีในอัตราร้อยละ 15 ไม่ว่าผู้รับดอกเบี้ยจะเป็นใครก็ตาม เว้นแต่ผู้ให้กู้ยืมเงินนั้นได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย
เจ้าหนี้ที่ปล่อยเงินกู้และลูกหนี้ที่กู้ยืมเงินต่างคนต่างมีหน้าที่ทางภาษีแตกต่างกันตามที่กล่าวมาข้างต้น สวัสดีครับ







