
ต่างชาติไม่กล้าเข้าPTTGC
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ไปนำเสนอข้อมูลที่อังกฤษและเนเธอร์แลนด์กับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในภาพรวมผู้จัดการกองทุนชอบ PTTGC เนื่องจากเงินสดแข็งแกร่ง มีแนวโน้มราคาขึ้นจากการจ่ายเงินปันผล ความได้เปรียบในการแข่งขันจากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบและโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพและการขยายกําลังการผลิตภายในกิจการ
แต่ บล.แห่งนี้คาดว่าผู้จัดการกองทุนเหล่านี้ยังไม่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีน
นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับแผนการลงทุนในอินโดนีเซียโดยการร่วมทุนกับพีทีเปอร์ตามินา เนื่องจากสภาวะทางการเมืองของอินโดนีเซียมีความไม่แน่นอนและยังไม่มีข้อมูลการร่วมทุนที่ประสบความสําเร็จในอินโดนีเซีย
ปี 2555 เป็นปีที่แย่สําหรับ HDPE ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ หลักของ PTTGC แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีได้ปรับตัวดีขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา บนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงแข็งแกร่ง ส่วนต่างราคา HDPE มีแนวโน้มทรงตัวที่ประมาณ 550 เหรียญสหรัฐต่อตัน ไปจนถึงสิ้นปี 2556 ผู้บริหารคาดว่าความต้องการจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า หนุนโดยการสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นก่อนช่วงที่ความต้องการจะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยทางฤดูกาลไม่น่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญจาก Shale Gas ในระยะสั้น
PTTGC ไม่คาดว่า Shale Gas จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต้องการดําเนินงานของบริษัทในระยะสั้นเนื่องจากต้นทุนการผลิต Shale Gas มีความได้เปรียบในการแข่งขันน้อยกว่า เมื่อเทียบกับ PTTGC และการผลิตเอธิลีนจาก Shale Gas มีแนวโน้มที่จะทําให้โรงงานเอธิลีนแครกเกอร์ที่เป็น Naphtha-Based ซึ่งมีต้นทุนสูงบางส่วนต้องปิดไปการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดําเนินงานและการขยายกําลังการผลิตช่วยผลักดันการเติบโตในระยะกลาง
ทั้งนี้ คาดกําไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาจะเพิ่มขึ้นจาก 177 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 เป็น 325 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2560 จากโปรแกรม Excellence และจากผลประโยชน์ร่วมจากการควบรวมกิจการ
นอกจากนี้ PTTGC ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มโครงการขยายกําลังการผลิตโรงงานอะโรเมติกส์ 2 และโรงแครกเกอร์และโพลิเมอร์ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)
เบื้องต้นคาดว่ากําไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาจะเพิ่มขึ้นจากโครงการขยายกําลังการผลิตดังกล่าวประมาณ 160-190 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
นักวิเคราะห์ บล.ซิตี้ กรุ๊ป ให้ราคาที่เหมาะสมที่หุ้นละ 88 บาท จากมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมปีนี้ที่ 7 เท่า ใกล้เคียงกลุ่มปิโตรเคมีอาเซียน
ราคาที่เหมาะสมดังกล่าวประเมินจากราคาต่อมูลค่าบัญชี 1.8 เท่า และสัดส่วนราคาต่อกำไร 12 เท่า
ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้คือ ประการแรก ราคาฟอร์มูลาที่ลดลงฉุดความสามารถในการทำกำไรธุรกิจโอเลฟินส์ของบริษัท
ประการที่สอง ความต้องการปิโตรเคมีและส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขายอ่อนแอกว่าที่คาดผลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกการผลิตที่มากเกินคาดจากผลิตภัณฑ์ในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น
ประการที่สาม อัตรากำไรดีเซลที่อ่อนแอและน้ำมันคุณภาพดีมีมากที่ดูไบ
ประการที่สี่ ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ด้านนักวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ได้ติดตามข้อมูลหลังเกิดเหตุน้ำมันรั่ว 1 สัปดาห์ พบว่า สถานการณ์คลี่คลายไปมาก โดย PTTGC ได้เปลี่ยนท่อรับน้ำมันดิบที่เสียหายเรียบร้อยแล้วและทำการทดสอบ คาดจะกลับมาเริ่มดำเนินงานภายใน 1 สัปดาห์ ในกรณีแย่ที่สุด คาดว่าค่าใช้จ่ายจากน้ำมันรั่วไหลจะกระทบและประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ราว 3% และกระทบกำไรสุทธิปี 2557 อีก 8% (รวมเงินที่จะได้รับคืนจากการทำประกันภัยแล้ว)
ดังนั้น คงมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2556
ในช่วงไตรมาส 3 PTTGC มีแผนหยุดซ่อมหน่วยผลิตโอเลฟินส์ (I4-1) เป็นเวลา 43 วัน ซึ่งจะกระทบต่อกำลังการผลิต อย่างไรก็ดี คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 3 ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวเนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวลดความเสี่ยงจากการรับรู้ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน และแนวโน้มค่าการกลั่นฟื้นตัวจากไม่ใช่ฤดูกาลในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และประการที่สาม ราคา HDPE ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ PTTGC ยังคงได้ประโยชน์ตามโครงสร้างส่วนแบ่งกำไรกับบริษัท ปตท. (PTT)
ราคาหุ้นปรับลง 12% ในรอบสัปดาห์ได้ตอบรับเหตุน้ำมันรั่วไหลตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. 2556 และมองว่าปัจจุบันราคาหุ้นลดลงน้อย หลังสะท้อนความกังวลที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ที่ฟื้นตัวจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ PTTGC กลับมามีความน่าสนใจในการลงทุน แม้บริษัทจะยังไม่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายหลักที่เกี่ยวกับการกำจัดคราบน้ำมัน และผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ แต่ประเมินจากกรณีแย่งที่สุดกระทบประมาณการกำไรสุทธิปี 2556-2557 ไม่มาก
ขณะที่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรสุทธิไตรมาส 3 ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสมเดิม 92 บาท







