
เที่ยววันแม่เงินสะพัด8พันล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ จะสร้างรายได้ท่องเที่ยวสะพัด 8,000 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ จะสร้างรายได้ท่องเที่ยวสะพัด 8,000 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันแม่แห่งชาติ โดยระบุว่า แม้ในปัจจุบันคนไทยโดยรวมจะจับจ่ายกันอย่างระมัดระวังมากขึ้น ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังคงตั้งใจทำกิจกรรมร่วมกับคุณแม่ในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ ที่มีวันหยุดติดต่อกัน 3 วัน คือ วันที่ 10 – 12 สิงหาคม 2556 ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นยอดขายของบรรดาผู้ประกอบการในหลากหลายธุรกิจ ทั้งธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจบริการต่างๆ อาทิ ธุรกิจโรงแรม ภัตตาคารและร้านอาหาร ธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ (เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพ การนวดแผนไทย สปา เป็นต้น) และธุรกิจบริการด้านความงาม รวมถึงธุรกิจบริการนำเที่ยว
นอกจากการซื้อของขวัญและบริการต่างๆ แล้ว การมอบดอกมะลิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ ยังคงได้รับความนิยมอยู่ โดยคนส่วนใหญ่นิยมมอบพวงมาลัยดอกมะลิ เพื่อสื่อความกตัญญู และความรักที่มีต่อแม่ แม้ว่าในวันแม่ของทุกปีราคาดอกมะลิจะปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวตามความต้องการของตลาด
สำหรับเทศกาลวันแม่ที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวันนั้น เอื้ออำนวยให้หลายครอบครัวเลือกที่จะพาคุณแม่และสมาชิกในครอบครัวเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ทั้งการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืน และแบบเช้าไปเย็นกลับ ประกอบกับอยู่ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติจากตลาดระยะไกลในยุโรป บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของไทย จึงมุ่งเน้นขยายตลาดไทยเที่ยวไทยเพื่อทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงในช่วงนี้ โดยส่วนใหญ่ต่างนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาพิเศษตลอดทั้งเดือนสิงหาคม ไม่เฉพาะในวันหยุดช่วงเทศกาลวันแม่ ทั้งนี้ เพื่อกระจายการเดินทางท่องเที่ยว หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของนักท่องเที่ยว ที่มักกระจุกตัวเที่ยวกันในช่วงวันหยุดยาว โดยมีแพ็กเกจท่องเที่ยวในประเทศ (ซึ่งมีทั้งรายการนำเที่ยววันเดียว และรายการนำเที่ยวแบบค้างคืน) และแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความนิยมของคนไทยในปัจจุบันที่หันมาให้ความเอาใจใส่ดูแลสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุพการีผู้สูงอายุกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ยังเลือกเดินทางท่องเที่ยวกันเองในช่วงเทศกาลวันแม่ โดยเลือกเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้แบบเช้าไปเย็นกลับกันมากขึ้น เพราะช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายต่อทริปในภาวะที่ค่าครองชีพสูงในปัจจุบันได้
สำหรับกิจกรรมสำคัญๆ ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศช่วงเทศกาลวันแม่ คือ การไหว้พระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัด/ศาลเจ้าหรือสถานที่ ที่มีชื่อเสียงได้รับความเลื่อมใสศรัทธา ในปลายทางท่องเที่ยวนั้นๆ หรืออยู่ในเส้นทางไปยังปลายทางท่องเที่ยว รวมถึงแวะรับประทานอาหารตามร้านอาหารยอดนิยมที่ได้รับคำแนะนำชวนชิมจากสำนักต่างๆ ตามเส้นทางเดินทางท่องเที่ยว รวมทั้ง ซื้อสินค้าต่างๆ และของฝากพื้นเมืองในท้องถิ่นนั้นๆ ติดมือกลับมาด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยในวันหยุดช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยเพิ่มร้อยละ 7.0 เทียบกับปีก่อนหน้าช่วงเดียวกันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 ด้วยจำนวนประมาณ 2 ล้านคน/ครั้ง และก่อให้เกิดรายได้ท่องเที่ยวกระจายไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 จากปีก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1 โดยมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท เม็ดเงินส่วนใหญ่สะพัดไปสู่ธุรกิจด้านที่พัก ภัตตาคาร/ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกนักท่องเที่ยว
คนกรุงฯ ร้อยละ 64.8 คาดว่าการใช้จ่ายสำหรับท่องเที่ยวในวันแม่ปีนี้เพิ่มขึ้น
การดูแลสมาชิกในครอบครัวของคนไทย โดยเฉพาะบุพการีผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด เป็นวิถีที่คนไทยทุกยุคทุกสมัยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ในช่วงวันแม่แต่ละปีก็มีปัจจัยแวดล้อมไม่เหมือนกัน อาทิ ช่วงเทศกาลวันแม่ปี 2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือของไทยที่ส่งผลถึงความเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่รับน้ำ ตามแนวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพฯ บางส่วน ขณะที่เทศกาลวันแม่ปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงหลังการซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำท่วม จึงทำให้การทำกิจกรรมร่วมกับแม่ปีที่แล้วยังคงไม่ฟื้นตัวมากนัก อย่างไรก็ดี จากภาวะค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นคาดว่าจะมีผลต่อการจับจ่ายใช้จ่ายในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงได้ทำการสำรวจพฤติกรรมในช่วงเทศกาลวันแม่ปี 2556 ของคนกรุงเทพฯ (ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีกำลังซื้อสูงของตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศ) ในลักษณะการสำรวจเชิงคุณภาพ ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2556 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 431 คน ที่ครอบคลุมทุกเพศ อาชีพหลัก และช่วงอายุที่มีบทบาทในการจับจ่าย เพื่อสะท้อนถึงพฤติกรรมการร่วมกิจกรรมในเทศกาลวันแม่ปีนี้ ซึ่งสามารถสรุปประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้
--> ค่าใช้จ่ายร่วมกิจกรรมในเทศกาลวันแม่ปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 42.6 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 39.7 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าเดิม ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องการประหยัดจึงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรือบางกลุ่มก็ปรับแผนสำหรับการทำกิจกรรมร่วมกับแม่ให้มีค่าใช้จ่ายลดลง เช่น จากปีที่แล้วมีทำกิจกรรมหลายอย่างปีนี้ก็ลดจำนวนกิจกรรมลง หรือบ้างก็เปลี่ยนแผนการเดินทางท่องเที่ยวจากปลายทางในต่างจังหวัดมาเป็นท่องเที่ยวระยะใกล้มากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนจากการทำกิจกรรมนอกบ้านเป็นการทำกิจกรรมที่บ้าน ซึ่งมีทั้งกิจกรรมการมอบดอกมะลิ หรือ/และ รับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน เป็นต้น
--> การมอบดอกมะลิให้แม่ ยังคงเป็นกิจกรรมอันดับ 1 ของคนกรุงฯ ในเทศกาลวันแม่ปีนี้จากการสำรวจกิจกรรมสำคัญที่คนกรุงฯ เข้าร่วมในเทศกาลวันแม่ปีนี้ (เลือกทำได้มากกว่า 1 กิจกรรม) พบว่า กิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างเลือกทำมากอันดับ 1 คือ มอบพวงมาลัยให้แม่ รองลงมา คือ รับประทานอาหารร่วมกับแม่ พาแม่ไปทำบุญ/ไหว้พระ ซื้อของขวัญให้แม่ และพาแม่ไปเที่ยว ตามลำดับ
ขณะที่กิจกรรมที่คนกรุงฯ เลือกทำร่วมกับแม่อันดับรองลงมา คือ การรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยกลุ่มตัวอย่างที่เลือกรับประทานอาหารร่วมกับแม่ ส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 66.1 เลือกไปรับประทานอาหารตามร้านอาหาร/ภัตตาคารนอกบ้าน รวมทั้งร้านอาหารในโรงแรม และร้อยละ 33.3 เลือกที่จะรับประทานอาหารที่บ้าน ซึ่งมีทั้งทำอาหารรับประทานกันเอง และซื้อ/สั่งอาหาร (แบบ delivery) มารับประทานกันที่บ้าน
ส่วนการทำบุญ/ไหว้พระ เป็นอีกกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างเลือกทำร่วมกับแม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว อาทิ การทำบุญบริจาคทรัพย์ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้น ซึ่งหากเป็นชาวพุทธก็อาจจะมีการนำอาหาร/เครื่องสังฆทานไปถวายพระภิกษุ หรือนำดอกไม้และธูปเทียนไปไหว้พระประธานในโบสถ์ รวมทั้งการบริจาคเงินทำบุญในด้านต่างๆ ของวัด นอกจากนี้ คนกรุงฯ ยังเลือกซื้อของขวัญให้แม่ โดยกลุ่มตัวอย่างที่เลือกซื้อของขวัญให้แม่ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า/บริการเพื่อสุขภาพและความงาม เครื่องประดับ และเครื่องแต่งกาย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี คนกรุงยังมีแผนพาแม่เดินทางไปเที่ยว โดยส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 90.5 เลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และร้อยละ 9.5 เลือกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ สำหรับรูปแบบการเดินทาง ส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 88.6 จัดการเดินทางกันเอง และร้อยละ 11.4 ซื้อแพ็กเกจทัวร์เดินทางไปกับบริษัทนำเที่ยว
- เดินทางท่องเที่ยวในประเทศ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในภาคตะวันออก (อาทิ บางแสน พัทยา เกาะล้าน ระยอง และตราด เป็นต้น) ครองความนิยมอันดับ 1 รองลงมา คือ แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปและกลับได้ภายในวันเดียวกัน (อาทิ พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี ลพบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก เป็นต้น) นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในภาคตะวันตก (อาทิ ชะอำ และ หัวหิน เป็นต้น)
- เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่เลือกพาแม่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นปลายทางท่องเที่ยวระยะใกล้ในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สปป.ลาว ฮ่องกง และสิงคโปร์ เป็นต้น
สรุป กระแสความเอาใจใส่ดูแลสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุพการีผู้สูงอายุ อย่างใกล้ชิดกันมากขึ้น ยังมีแนวโน้มเกื้อหนุนให้คนไทยส่วนใหญ่ร่วมกิจกรรมในเทศกาลวันแม่ปีนี้ ซึ่งมีตั้งแต่การมอบพวงมาลัยให้แม่ รับประทานอาหารร่วมกับแม่ พาแม่ไปทำบุญ/ไหว้พระ ซื้อของขวัญให้แม่ ไปจนถึงการพาแม่เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดการณ์ว่า การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย ช่วงวันหยุดเทศกาลวันแม่ในปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 7.0 เทียบกับปีก่อนหน้าช่วงเดียวกัน ที่ขยายตัวร้อยละ 12.0 และก่อให้เกิดรายได้ท่องเที่ยวสะพัดทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 เทียบกับปีก่อนหน้าช่วงเดียวกันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1 เม็ดเงินส่วนใหญ่กระจายไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจบริการด้านการขนส่งและรถเช่า ธุรกิจการบิน สถานีบริการน้ำมัน และร้านค้าสะดวกซื้อตามเส้นทางท่องเที่ยว ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกรวมทั้งสินค้าพื้นเมือง







