
อุดมศึกษาไทยบนจังหวะก้าวอาเซียน
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
สถาบันอุดมศึกษาไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบการศึกษาไทยตามไม่ทัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการศึกษาต่างฟันธงตรงกันว่า การพัฒนาคนให้มีคุณภาพเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศ
รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดประเด็นว่า เมื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน นักศึกษาจะต้องแข่งกับคนอีก 600 ล้านคน จึงมีคำถามว่าระบบการศึกษาไทยตอนนี้ตอบโจทย์หรือไม่ เพราะการสร้างทุนมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกประเทศ โดยต้องสร้างคนที่มีคุณภาพและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต ซึ่งจะต้องทำงานได้หลายอย่าง รวมทั้งต้องเน้นเรื่องความคิดและแก้ปัญหาในการทำงาน
ทั้งนี้ ภาพรวมการศึกษาไทยจะต้องทำให้การเรียนทุกระดับประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ ดังนั้น งานด้านการศึกษาจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างคนคุณภาพให้สามารถแข่งขันกับคนชาติอื่นๆ ได้ รวมถึงพ่อแม่ต้องปรับทัศนคติให้ลูกเรียนสิ่งที่มีความถนัด ไม่ใช่ยัดเยียดสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ ซึ่งอาจทำให้ประเทศเสียโอกาสที่จะได้บุคลากรเก่งๆ เพื่อช่วยพัฒนาประเทศ
สำหรับปัญหาของเด็กไทย เรื่องภาษาเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมคาดหวังกับอุดมศึกษา แต่ที่จริงต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ส่วนสถาบันอุดมศึกษาต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เกิดความเป็นนานาชาติ รวมทั้งต้องให้เด็กสัมผัสความเป็นนานาชาติ ยกตัวอย่างเด็กกัมพูชาในเสียมราฐที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี เพราะนครวัดมีความเป็นนานาชาติมาก เด็กก็จะได้ซึมซับบรรยากาศเหล่านี้
รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา บอกว่า ขณะที่ไทยยังพูดเรื่องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ แต่ประเทศเพื่อนบ้านไม่พูดแล้ว เพราะใช้เป็นภาษาหลักและขยายไปถึงการเรียนภาษาเพื่อนบ้าน อย่างกรณีเวียดนามเริ่มสอนด้านการแพทย์เป็นภาษาไทยเพื่อเตรียมรับประชาคมอาเซียน หากไทยจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ ก็ต้องใช้มาตรการเชิงบังคับ เช่น กำหนดให้ผู้ที่เข้าทำงานต้องสอบวัดระดับ TOEFL ให้ได้ตามเกณฑ์ อาจจะทำให้ภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ บัณฑิตจบใหม่ที่พร้อมทำงานจริงมีแค่ 20% เท่านั้น ผู้ประกอบการยังต้องอบรมบัณฑิตเหล่านี้ต่อไปอีก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จึงเน้นเรื่องสหกิจศึกษา โดยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในสถานประกอบการ เพื่อให้เข้าใจ สามารถปรับตัว และแก้ปัญหาได้ ต่อไปสถาบันอุดมศึกษาจะต้องร่วมมือกับเอกชนมากขึ้น เพื่อพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ความท้าทายอีกเรื่อง คือ ทุกวันนี้มีมหาวิทยาลัยในสังกัด สกอ. และอื่นๆ รวมกว่า 200 แห่ง แต่จำนวนนักศึกษาลดลง เพราะอัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง และเด็กอยู่ในฐานะเลือกได้ สถาบันการศึกษาจึงแข่งขันกัน ต่อจากนี้สถาบันการศึกษาอาจต้องเตรียมวางแผนควบรวมภาควิชาหรือคณะต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีผู้เรียนและไม่ตอบสนองความต้องการ
ด้าน ผศ.ดร.สุพัตรา เดวิสัน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เล่าว่า ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จังหวะอาเซียนทำให้มหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวรับกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และโลก คนในมหาวิทยาลัยก็ต้องปรับความคิด และตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การผลิตบัณฑิตก็จะต้องปรับให้รองรับศตวรรษที่ 21 ที่ต้องทำงานได้ทั่วโลก อาชีพใหม่ๆ และรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้ปรับตัวในด้านต่างๆ ทั้งเพิ่มหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรปริญญาร่วม และหลักสูตรเรียนต่างประเทศ ส่วนหลักสูตรเดิมก็เพิ่มการฝึกงานต่างประเทศและสหกิจศึกษานานาชาติ นอกจากนี้ ยังปรับรายวิชาให้สอดคล้องกับปัจจุบันและอนาคต เปิดวิชาอาเซียนศึกษา และหลักสูตรใหม่ๆ รวมทั้งปรับกระบวนการเรียนการสอนให้เน้นลงมือทำเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ บ่มเพาะอาจารย์ใหม่ เร่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษา พร้อมกับส่งเสริมภาษาอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถใช้ได้กับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน อีกทั้งเพิ่มงานวิจัยที่เกี่ยวกับอาเซียนมากขึ้น







