
ตระหนัก
‘เอกราช เสรีภาพ และความสุข คือคำขวัญประจำชาติใด?’
‘เอกราช เสรีภาพ และความสุข คือคำขวัญประจำชาติใด?’
สัปดาห์นี้เริ่มต้นทักทายทุกท่านด้วยประโยคคำถาม เนื่องจากเห็นหลายกระทรวงของบ้านเราต่างจัดแข่งขันตอบปัญหาอาเซียนระดับมัธยมศึกษาในวันที่ 8 ส.ค.นี้ เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองและสร้างความตระหนักรู้ “วันอาเซียน” ผมเลยอยากมีส่วนร่วมตั้งโจทย์บ้าง (ฮา)
พูดถึงการสร้างหรือส่งเสริมการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียนและความรู้สึกของการเป็นประชาคม ถือเป็น “เป้าหมายย่อย” ที่ “ใหญ่มาก” เป้าหมายหนึ่ง ในแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือ เอเอสซีซี บลูปริ๊นท์ เพราะแค่นับจำนวนมาตรการ ก็ปาเข้าไป 22 มาตรการแล้ว ยิ่งไล่เรียงไปถึงความสำคัญ ก็น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมความสัมพันธ์ระหว่างชาติสมาชิก
หากฟังชื่อเป้าหมายนี้กันผ่านๆ เราคงอดคิดไม่ได้ว่ามาตรการส่วนใหญ่จะต้องเป็นนามธรรมจับต้องยากแน่ๆ แต่เอาเข้าจริงหลายๆ มาตรการกลับเป็นรูปธรรมกว่าที่คิด
เช่น ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อมัลติมีเดียเกี่ยวกับอาเซียนเพื่อแจกจ่าย สนับสนุนการใช้เพลงอาเซียนและสัญลักษณ์อาเซียนอื่นๆ สนับสนุนการจัดตั้งสมาคมอาเซียนในระดับชาติ...
กล่าวให้ชัด คือ มาตรการเป็นรูปธรรม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนและความเป็นประชาคมได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังขาดเกณฑ์วัดและติดตามผล “ความตระหนักรู้” ที่ชัดเจนของภาคประชาชนอีกด้วย
วิเคราะห์กันถึงสิ่งที่ควรได้รับจากความตระหนักรู้ คงหนีไม่พ้นคำขวัญอาเซียน “หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคม” คือหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
แต่วันก่อนได้ยินคนมีชื่อเสียงของสังคมคนหนึ่งวิพากษ์เรื่องการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ใจความว่า ไทยเรายังขัดแย้งจนรวมกันเองยังไม่ได้เลย จะไปรวมกับคนอื่นได้อย่างไร
ถามว่าเรื่องที่เขาว่ามาจริงหรือไม่ ก็คงต้องตอบว่าจริง แต่ผมคิดว่าไทยคงไม่ใช่เพียงชาติเดียวในอาเซียนที่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน เพียงแต่ความขัดแย้งในชาติอื่นนั้นไม่ได้มีโครงสร้างหรือสีสันที่ชัดเจนเช่นบ้านเรา
ความขัดแย้งของคนภายในตลอดจนความขัดแย้งของคนระหว่างชาติ ผมเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดล้วนเกิดจากการ “ปักธง” และ “ปักใจ” เชื่อเรื่องบางอย่างของแต่ละบุคคล เช่น บางประเทศเคยเผาบ้านเผาเมืองเรา ดังนั้นคนประเทศนั้นไม่ดี ทำให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงด้านดีหลายอย่างของคนประเทศนั้น “ผ่านหู” “ผ่านตา” แต่ไม่ผ่านเข้าไปถึงในใจ
การจะสร้างความตระหนักรู้และรวมอาเซียนเป็นหนึ่งให้ได้นั้น ภาครัฐจึงน่าจะต้องหามาตรการเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ประชาชน “เปิดหู” “เปิดตา” และ “เปิดใจ” ไปพร้อมกัน ลดความขัดแย้งทั้งระหว่างคนร่วมชาติและร่วมอาเซียน สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ให้ทั้งภาคประชาชนและข้าราชการตระหนักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน น่าจะต้องมีวิธีการนำเสนอความตระหนักรู้แบบ “ร่วมสมัย” ไม่น่าเบื่อ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
ก่อนจบคอลัมน์วันนี้ หลายท่านคงกำลังรอว่า เมื่อไหร่ผมจะเฉลยคำตอบของคำถามตอนต้น
ผมไม่เฉลยตรงนี้หรอกครับ ให้ท่านไปหาคำตอบเพื่อตระหนักรู้อีกที (ฮา)







