
ฟองสบู่อสังหาฯ
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะเกรงว่าเงินร้อนที่ไหลเข้ามาดันให้ตลาดเงินและตลาดทุนคึกคัก และอาจจะมีเงินบางส่วนไหลไปเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดใน กทม.และปริมณฑล ซึ่งมีการปั่นราคาสูงมาก เห็นได้จากดัชนีราคา (Pricing Index) ที่ดินและคอนโดมิเนียมที่ ธปท.จัดเก็บ เปรียบเทียบกับดัชนีราคาภาคการส่งออกและนำเข้า ซึ่งในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2552-2555) พบว่าราคาที่ดินและคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นถึง 40% โดยเฉพาะทำเลที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า
นอกจากนี้ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในระบบธนาคารพาณิชย์ก็ขยายตัวสูงขึ้นมาก ในไตรมาสแรกของปี 2556 อยู่ที่ 1.86 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี 2555 ยอดสินเชื่ออสังหาฯ อยู่ที่ 1.79 ล้านล้านบาท และปี 2554 อยู่ที่ 1.60 ล้านล้านบาท
ยอดการขอจดทะเบียนอาคารชุดทั้งประเทศเมื่อปี 2555 อยู่ที่ 81,665 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปี 2554 กว่า 2 เท่าตัว ที่มียอดขอจดทะเบียน 39,795 ยูนิต ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 มียอดขอจดทะเบียน 15,830 ยูนิต
ความร้อนแรงของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ทำให้ ธปท.เป็นห่วง และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ธปท.ยังคงตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน รวมทั้งได้ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ให้ระมัดระวังการปล่อยกู้ โดยเฉพาะบ้านอยู่อาศัยหลังที่ 2 ขึ้นไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาฯ
และเมื่อสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มจะกลับทิศทางชะลอตัวลง ธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มออกมาตรการชะลอการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเกรงปัญหาหนี้เสีย อาทิ ปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ (LTV) ลงไปอีก 15% จากปกติที่จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในวงเงิน 80-85% สำหรับบ้าน และ 80-90% สำหรับคอนโดมิเนียม
การเข้มงวดกับเครดิตของผู้กู้ โดยตรวจสอบภาระหนี้อย่างละเอียด หากมีหนี้อื่น เช่น เช่าซื้อรถยนต์ ในสัดส่วนที่สูงแล้วก็จะปฏิเสธคำขอสินเชื่อบ้าน
นอกจากนี้ ในวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เปิดเผยอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ลูกค้า ให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายจริงทั้งหมดสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งที่จ่ายให้แก่สถาบันการเงินและหน่วยงานอื่นอย่างชัดเจนในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องพิจารณาด้วยความสมเหตุสมผล เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค และต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อด้วย
เหล่านี้คือมาตรการสกัดความร้อนแรงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ในไตรมาส 2 เป็นต้นมา สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เริ่มชะลอตัว สัญญาณฟองสบู่เริ่มแผ่วลง







