
CapitaLand ยักษ์อสังหาฯ แห่งสิงคโปร์
หากพูดถึง Raffles City ในสิงคโปร์ นักท่องเที่ยวไทยย่อมรู้จักกันดี เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงแรม สำนักงาน และศูนย์ประชุม Raffles City พัฒนาโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในสามของอาเซียนนั่นคือบริษัท CapitaLand จากสิงคโปร์ ซึ่งในปี 2555มีรายได้สูงถึง 82 พันล้านบาท และ มีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 28% ในขณะที่อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่แค่ราว 16%
หากพูดถึง Raffles City ในสิงคโปร์ นักท่องเที่ยวไทยย่อมรู้จักกันดี เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงแรม สำนักงาน และศูนย์ประชุม Raffles City พัฒนาโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในสามของอาเซียนนั่นคือบริษัท CapitaLand จากสิงคโปร์ ซึ่งในปี 2555มีรายได้สูงถึง 82 พันล้านบาท และ มีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 28% ในขณะที่อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่แค่ราว 16%
CapitaLand มีธุรกิจครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัยเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยเป็นทั้งผู้ลงทุน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริหารอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ รวมถึงผู้จัดการกองทุน โดยปัจจุบันมีธุรกิจกว่า 20 ประเทศ มีการบริหารศูนย์การค้ามากกว่า 80 แห่งในเอเชีย มีเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มากกว่า 30,000 ยูนิตทั่วโลก
ขณะที่ตลาดหลักคือ สิงคโปร์และจีน ซึ่งบริษัทเห็นว่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีในระยะยาว จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและจากการเพิ่มขึ้นของรายได้และประชากร นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะขยายธุรกิจในตลาดรอง ได้แก่ ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย อีกด้วย
สำหรับในประเทศไทยไม่ได้เป็นตลาดเป้าหมายในแผนธุรกิจของบริษัท CapitaLand แต่บริษัทก็มีธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในไทย ผ่านบริษัทลูกคือบริษัท Ascott โดยปัจจุบันมีเปิดบริการอยู่ 9 แห่ง เช่น Ascott สาทร Citadines ในย่านสุขุมวิท Somerset ในย่านสุขุมวิทและสาทร และ Vic3 พญาไท
CapitaLand มีโมเดลการขยายธุรกิจที่น่าสนใจ โดยการหมุนเวียนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและกำไรในระดับสูง โดย CapitaLand จะสร้างหรือซื้อสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ บริหารจนสินทรัพย์นั้นสามารถสร้างรายได้ในระดับที่มั่นคง ก็จะนำไปจัดทำกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือ Private equity funds ซึ่งเงินทุนที่ได้จากการขายกองทุนจะนำไปขยายในโครงการที่มีศักยภาพอื่นๆ ต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลของธุรกิจ เช่น ระหว่างโครงการที่กำลังพัฒนาและโครงการที่สร้างรายได้ให้บริษัทแล้ว หรือระหว่างธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ และธุรกิจที่สร้างรายได้แบบเป็นโครงการ เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วยอัตรากำไรที่สูง
ปัจจุบัน CapitaLand เน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (Mixed developments) ซึ่งเป็นการรวมทั้งที่อยู่อาศัย ค้าปลีก อาคารสำนักงาน และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ในโครงการและพื้นที่เดียวกัน เช่น Raffles City ในสิงคโปร์ โดยบริษัทได้นำรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จดังกล่าวเข้าไปพัฒนา Raffles City อีก 8 แห่งในประเทศจีน มีพื้นที่รวม 3 ล้านตารางเมตร โดยได้เปิดไปแล้ว 4 แห่งในเมืองเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู และหนิงโป
CapitaLand ยังเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว และเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐที่จะป้องกันปัญหาฟองสบู่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ล่าสุด บริษัทเพิ่งได้เข้าควบรวม Shanghai Guang Chuan Property ซึ่งเป็นผู้พัฒนาสายรถไฟใต้ดินและที่ดินเหนือรถไฟใต้ดินในเซี่ยงไฮ้ เพื่อขยายกิจการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมในเซี่ยงไฮ้อีกด้วย
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจไทยพาณิชย์ (EIC) เห็นว่าการที่ CapitaLand สามารถทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติที่ประสบความสำเร็จได้เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีสำหรับธุรกิจไทยที่สนใจจะขยายตลาดในยุค AEC โดยนาย Lim Ming Yan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้สร้างความสำเร็จของธุรกิจในจีน ได้กล่าวถึงกลยุทธ์สำคัญว่าคือการดึงบุคลากรในประเทศจีนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับบริษัท สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานมีความกระตือรือร้นและทุ่มเทกับงาน ในปัจจุบัน CapitaLand ในจีนมีพนักงานที่เป็นคนจีนมากกว่า 95% ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถคลุกคลีเพื่อทำความเข้าใจตลาดและความต้องการของผู้บริโภคได้ดี และนี่เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของความสำเร็จของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์







