
วอนรัฐแทรกแซงบาท-ดูแลอย่าให้ผันผวน
.สศอ.เตือนบาทยังผันผวน เหตุเศรษฐกิจแกว่ง เอกชนวอนรัฐแทรกแซง ระบุรับได้ 28.60 บาท/เหรียญสหรัฐ
.สศอ.เตือนบาทยังผันผวน เหตุเศรษฐกิจแกว่ง เอกชนวอนรัฐแทรกแซง ระบุรับได้ 28.60 บาท/เหรียญสหรัฐ
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจต่างประเทศค่อนข้างมาก ซึ่งการที่ปัจจัยต่างประเทศยังไม่นิ่ง จะยังทำให้ระยะต่อไปเงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวผันผวนได้ทั้งในทิศทางอ่อนและแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานที่เศรษฐกิจไทยยังคงเน้นการส่งออกและมีดุลการค้าเป็นบวก ประกอบกับยังมีเงินลงทุนโดยตรง หรือเอฟดีไอ ไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อรับกับการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ก็จะทำให้ในระยะยาวเห็นการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อาจเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการส่วนเตือนภัยอุตสาหกรรม สศอ. กล่าวว่า สศอ.ได้ทำการสำรวจผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีผู้ตอบการสำรวจทั้งสิ้น 256 ราย จาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มอาหาร สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เหล็ก พลาสติก ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง และเคมีภัณฑ์ โดยปรากฏว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท 70.7% และในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนี้ พบว่าเป็นผลกระทบทางลบ 84% และผลทางบวก 16%
ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับผลทางด้านลบส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบในประเทศในการผลิตสูงและส่งออกมาก เช่น กลุ่มยานยนต์ ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหาร ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลบวกนั้นมีการนำเข้าวัตถุดิบมากและขายในประเทศเป็นหลัก ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบมากที่สุดคือ กลุ่ม ซึ่งได้รับผลกระทบทางลบ 89.7% 88.6% 81.5% และ 71.4% ตามลำดับ
“ผู้ประกอบการระบุว่าระดับอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าที่สุดที่รับได้เฉลี่ยอยู่ที่ 28.60 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ระดับที่ต้องการซึ่งเห็นว่าสามารถทำให้กิจการมีกำไรอยู่ได้อยู่ที่ 30.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนมาตรการที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือมากที่สุด คือ การแทรกแซงตลาดให้เงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐและดูแลไม่ให้ผันผวนเกินไป ตามด้วยการลดดอกเบี้ยให้ต้นทุนการทำธุรกิจลดลง” นายธีรทัศน์ กล่าว
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการกังวลเรื่องค่าเงินผันผวนมากกว่าการแข็งค่า เพราะบริหารจัดการได้ยากกว่า รวมถึงปัญหาการขาดฐานข้อมูลผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย
ซึ่งความสามารถในการปรับตัวน้อยกว่ารายใหญ่







