
การออม-ให้เงินทำงาน (ตอนจบ)
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ / https://www.facebook.com/VI.Kitichai
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ / https://www.facebook.com/VI.Kitichai
ท่านที่มีหนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในหรือนอกระบบที่เกิดจากการบริโภค ไม่นับหนี้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ท่านควรจะรีบชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุด เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ยิ่งถ้าเป็นหนี้นอกระบบ เจอเจ้าหนี้โหดหน่อย อาจจะเจอดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน และหักดอกเบี้ยออกก่อน ซึ่งก็เท่ากับว่าภาระดอกเบี้ยของท่านมากกว่าร้อยละ 3 เสียอีก อยากให้ท่านที่เป็นหนี้เหล่านี้ ยึดพระราชดำรัสเรื่องความพอเพียง เพื่อจะไม่ต้องก่อหนี้ประเภทนี้อีก หลังจากเคลียร์หนี้หมดแล้ว ท่านควรจะเริ่มออมเป็นเรื่องเป็นราว ผมเปรียบเทียบเป็น 2 รูปแบบ คือ
1.ออมปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี
2.ออมปีที่ 1-5 ปีละ 100,000 บาท หลังจากนี้ทุก 5 ปี เพิ่มครั้งละ 50,000 บาท พอถึงช่วงปีที่ 25-30 เงินออมตกปีละ 350,000 บาท
สาเหตุที่ผมเริ่มจาก 100,000 บาท/ปี เนื่องจากปัจจุบันค่าแรงจบปริญญาตรีขั้นต่ำเงินเดือนเท่ากับ 15,000 บาท ทำงานสัก 2-3 ปี เงินเดือนได้รับการปรับขึ้นเป็น 20,000 บาท หรือถ้าท่านจบบางคณะ ท่านอาจจะเริ่มต้นเงินเดือนที่ 20,000 บาท โดยผมประเมินค่าใช้จ่ายรายเดือนไว้ที่ประมาณ 12,000 บาท โดยมีที่มาจากรายการต่อไปนี้
1) ค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เดือนละ 3,500 บาท ถ้าสามารถหาเพื่อนมาร่วมแชร์ห้องพักได้ก็จะยิ่งประหยัดเงินส่วนนี้ลงได้อีก และที่พักอาศัยควรจะเลือกหาที่ใกล้กับที่ทำงานมากที่สุด เพื่อให้ท่านจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง
2) ค่าเดินทาง (ไป-กลับ) 1,200 บาท ซึ่งตัวเลขนี้มาจากค่ารถเมล์หรือรถไฟฟ้า ผมตีให้ 23 บาท/เที่ยว วันหนึ่ง 2 เที่ยว (ไป/กลับ) 1 เดือน มี 22 วันทำการ ส่วนอีก 8 วัน ที่เป็นวันหยุดกันเป็นค่าโดยสาร 10 บาท/เที่ยว หรือ 20 บาท/วัน นั่นคือ (23 บาท x 2 เที่ยว x 22 วัน) + (20 บาท x 8 วัน) = 1,172 บาท ปัดเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ 1,200 บาท
3) ค่าอาหาร + น้ำดื่ม 3 มื้อ 4,500 บาท โดยคิดเป็นมื้อละ 50 บาท (50 บาท x 3 มื้อ x 30 วัน)
4) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 2,800 บาท
รวมค่าใช้จ่าย/เดือน 12,000 บาท
สำหรับท่านที่มีรายได้/เดือน 20,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่าย 12,000 บาท ก็จะมีเงินเหลือไว้ออม 8,000 บาท/เดือน 1 ปี มี 12 เดือน ดังนั้นจะมีเงินออม 96,000 บาท/ปี ผมขออนุญาตปัดขึ้นเป็น 100,000 บาท/ปี ถ้าท่านทำบัญชีค่าใช้จ่ายและควบคุมให้ดีและมีวินัยท่านก็จะมีความสุขสบายในอนาคต ยิ่งถ้าท่านยังอาศัยอยู่กับที่บ้านท่านยิ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายรายการที่ 1 ไปได้เลย
ส่วนรายการที่ 3 ที่เป็นค่าอาหารท่านอาจจะฝากท้องมื้อเช้ากับมื้อเย็นไว้ที่บ้าน ท่านก็จะมีค่าใช้จ่ายแค่มื้อเที่ยง ส่วนรายการที่ 4 ท่านก็ประหยัดลงได้อีก เนื่องจากค่าใช้จ่ายจิปาถะทางบ้านเป็นคนจัดหาให้ นั่นหมายถึงท่านอาจจะมีค่าใช้จ่าย/เดือน เพียงค่าเดินทาง 1,200 บาท + ค่าอาหารกลางวัน 1,500 บาท (เฉพาะมื้อเที่ยง 50 x 30) + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 2,300 บาท รวมแล้วเพียง 5,000 บาท นั่นหมายถึงท่านมีเงินเหลือที่จะออมได้ถึง 15,000 บาท/เดือน กรณีที่ท่านมีเงินเดือน 20,000 บาท
หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องการจัดการกับเงินออมว่าควรจะทำอย่างไร ถ้าท่านรู้จักให้เงินออมทำงาน นั่นก็หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งนาน ตัวเลขความแตกต่างระหว่างการรู้จักบริหารจัดการและเรียนรู้เรื่องการลงทุนที่ทำให้ผลตอบแทนจากเงินออมอยู่ในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับการฝากเงินธนาคาร ซึ่งปัจจุบันให้ดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราที่ต่ำมากๆ ประมาณ 3% ต่อปี และยังต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากอีก 15% ในขณะที่การซื้อกองทุน LTF/RMF ท่านสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามฐานภาษีของท่าน สำหรับท่านที่เพิ่งทำงานมา 2-3 ปี อายุยังน้อย ผิดพลาดไปยังแก้ตัวได้ใหม่ ผมแนะนำให้ซื้อกองทุนประเภทตราสารทุน 100% ซึ่งในระยะยาว กองทุนประเภทนี้จะได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร่วม 10%
จะเห็นว่าถ้าท่านไม่พยายามเรียนรู้เรื่องการให้เงินทำงาน โดยฝากธนาคารอย่างเดียว สมมติฐานของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 3% และไม่มีการถอนออกในกรณีที่ 1 คือออมปีละ 100,000 บาท พอครบ 30 ปี ท่านจะมีเงินออม 4,900,268 บาท ถ้าท่านเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผลประกอบการดีได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี เมื่อครบ 30 ปี ท่านจะมีเงินออม 18,094,342 บาท และถ้าท่านเรียนรู้เรื่องการลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 15% ต่อปี เมื่อครบ 30 ปี ท่านจะมีเงินออมถึง 49,995,692 บาท คิดเป็น 9.2 เท่าของการฝากเงิน ทั้งที่ผลตอบแทน/ปี มากกว่ากันเพียง 5 เท่า นี่คือความมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้น
ในกรณีที่ 2 คือออมปีที่ 1-5 ปีละ 100,000 บาท แล้วเพิ่มทุก 5 ปี ครั้งละ 50,000 บาท ถ้าท่านฝากเงินกับธนาคารเมื่อครบ 30 ปี ท่านจะมีเงินออม 9,983,399 บาท ถ้าลงทุนในกองทุนรวมหลังได้ผลเงิน 29,613,381 บาท เมื่อครบ 30 ปี หรือถ้าสามารถลงทุนเองได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยถึง 15% เมื่อครบ 30 ปี ท่านจะมีเงินออมถึง 72,412,821 บาท
เห็นอย่างนี้แล้วท่านจะเริ่มออมเงินและให้เงินของท่านทำงานกันหรือยังครับ ก่อนจบบทความนี้ ขอเตือนนักลงทุนอย่าเพิ่งรีบร้อนช้อนหุ้นนะครับ เดือน ส.ค. หุ้นน่าจะมีการตกอีกรอบ และผมมั่นใจว่าเราน่าจะได้เห็น Set Index ที่ต่ำกว่า 1,400 จุดอีกรอบครับ







