
คลัง...ไล่บี้...ไทยพาณิชย์ ยึดทรัพย์ทักษิณสะดุด
หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) 46,373 ล้านบาท จากวงเงินที่ถูกอายัด 76,621 ล้านบาท
โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เร่งให้กรมบัญชีกลางยึดทรัพย์ตามคำพิพากษามาก่อน เพราะเกรงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะถอนเงินออกไปและนำมาเป็นทุนดำเนินการทางการเมืองและการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง
นายกรณ์ กล่าวว่า หากฝ่ายทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ แล้วศาลฎีกามีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน ก็สามารถที่จะส่งคืนเงินแก่ พ.ต.ท.ทักษิณได้
อย่างไรก็ตาม การขออายัดทรัพย์ที่มีกว่า 30 บัญชีของธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารยูโอบี ก็ไม่สามารถทำทันที
โดยนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแรกที่เกิดในเมืองไทย การดำเนินการยึดทรัพย์จำเป็นต้องศึกษาประเด็นข้อกฎหมายให้รอบคอบก่อนที่จะส่งหนังสือขอยึดทรัพย์ไปถึงธนาคาร จึงได้เสนอให้สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สำนักงานอัยการได้เสนอเรื่องศาลฎีกาในเช้าวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ออกคำสั่งให้ธนาคารโอนทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเป็นรายได้ของแผ่นดิน
เมื่อศาลฎีกาได้ออกคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 6 แห่งโอนทรัพย์สินเข้ามาเป็นรายได้ของแผ่นดินแล้ว อธิบดีกรมบัญชีกลางจึงได้ลงนามในคำสั่งขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ 6 แห่งให้โอนทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นรายได้เข้าบัญชีเงินคงคลังที่ 1 ที่กระทรวงการคลังเปิดไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดธนาคารพาณิชย์รายใหญ่บางแห่งยังไม่ได้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดเงินยึดทรัพย์ที่ถูกโอนเข้าบัญชีเงินคงคลังที่ 1 มีอยู่จำนวนไม่กี่พันล้านบาทเท่านั้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์รายใหญ่ที่สุด 34 หมื่นล้านบาท ยังปฏิเสธที่จะโอนเงินที่ถูกยึดดังกล่าวให้กับกระทรวงการคลัง เพราะฝ่ายกฎหมายของธนาคารยังเป็นห่วงเรื่องขั้นตอนการอุทธรณ์ และการขอบรรเทาการบังคับคดีของผู้ถูกยึดทรัพย์ ที่ขณะนี้กระบวนการยังไม่ถือสิ้นสุด หากดำเนินการไปอาจจะถูกฟ้องร้องทีหลังได้
“
นายพงษ์ภาณุจะหารือกับนายกรณ์เพื่อหาทางออกเรื่องนี้ เพื่อให้การยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งข้อกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า ศาลได้ให้ธนาคารโอนเงินที่ยึดให้คลัง โดยที่ไม่ต้องรอกระบวนการอุทธรณ์หรือกระบวนการอื่นใด ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้ส่งคำพิพากษาดังกล่าวไปพร้อมกับหนังสือแจ้งให้โอนทรัพย์ที่ยึดโอนเข้ามาที่กระทรวงการคลัง” แหล่งข่าวเปิดเผยเดิมกระทรวงการคลังประเมินว่าภายในวันที่ 79 เม.ย. 2553 ธนาคารพาณิชย์น่าจะโอนเงินในบัญชีต่างๆ พร้อมดอกผลตามคำสั่งของศาลให้กับกระทรวงการคลังได้ หรืออย่างช้าก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ได้รับเงินทั้งหมด
ด้านนายพงษ์ภาณุปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะยังมีธนาคารบางแห่งติดปัญหาข้อกฎหมายไม่สามารถโอนเงินให้ได้ จะมีการหารือกับ รมว.คลัง เพื่อชี้แจงรายละเอียดภายในวันนี้อีกครั้ง
แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้เตรียมเงินที่จะโอนเข้าเงินคงคลังไว้แล้ว แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติงาน จึงได้ทำหนังสือสอบถามไปยังศาลปกครอง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร
เนื่องจากธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแห่งเดียวที่ได้รับหนังสืออายัดเงินภาษีจากกรมสรรพากร จำนวน 2 ครั้ง ต่างกับธนาคารพาณิชย์อื่นที่ไม่ได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์จากกรมสรรพากร เมื่อศาลส่งคำสั่งศาลให้โอนเงินเข้าคลังหลวงก็โอนเงินได้ทันที
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เมื่อเจอคำสั่งซ้อนคำสั่ง ทำให้ไม่แน่ใจว่าการโอนเงินคดียึดทรัพย์กับคดีเลี่ยงภาษี ทางฝ่ายผู้บริหารธนาคารก็ไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาในภายหลัง เพราะขณะนี้ทางครอบครัวชินวัตรก็ยื่นอุทธรณ์ขอทุเลาจากศาล หากได้ความชัดเจน ธนาคารก็ยินดีจะโอนเงินเข้าคลังได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ธนาคารยืนยันไม่ได้มีความตั้งใจจะดึงเรื่องแต่อย่างใด แต่เป็นความขัดข้องทางเทคนิคที่ต้องได้รับความชัดเจน
“
ขณะนี้ธนาคารอื่นได้รับคำสั่งศาลแล้ว จึงโอนเงินเข้าคลังได้เลย แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งจากศาล ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งหนังสือออกมาพร้อมกัน และคงจะได้รับในเร็วๆ นี้” แหล่งข่าวเปิดเผยสำหรับเงินที่ถูกอายัดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้ จึงกลายเป็น
“เงินร้อน” กลางเกมการเมืองเสื้อแดงที่กำลังเชี่ยวกรากซึ่งต้องจับตาว่าธนาคารไทยพาณิชย์จะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับแรงกดดันที่เกิดขึ้น!!!







