
บลจ.ฟินันซ่า มองลงทุนครึ่งปีหลังตลาดหุ้น-ตราสารหนี้สุดผันผวน
เมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาส “จับเข่าคุย” กับ ธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ฟินันซ่า ซึ่งมองครึ่งปีหลังคิวอีกดตลาดหุ้นและตราสารหนี้ผันผวนหนัก มองเป้าหุ้นไทยแค่ 1,500 จุด แนะจัดพอร์ตลงทุนไปนอกและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ปันผลดี
เมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาส “จับเข่าคุย” กับ ธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ฟินันซ่า ซึ่งมองครึ่งปีหลังคิวอีกดตลาดหุ้นและตราสารหนี้ผันผวนหนัก มองเป้าหุ้นไทยแค่ 1,500 จุด แนะจัดพอร์ตลงทุนไปนอกและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ปันผลดี
lความผันผวนในครึ่งปีหลัง
ธีรพันธุ์ กล่าวว่า ภาวะการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ค่อนข้างจะมีความผันผวนจากการลดมาตรการแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดการซื้อพันธบัตรลง ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ผันผวน โดยมองหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในระดับ 1,500 จุด
“ตอนนี้ปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างนิ่งแล้วและตลาดก็รับรู้ว่าคิวอียังมีอยู่ เพราะอัตราการว่างานของสหรัฐยังไม่ถึงเป้าหมายที่ 6% แต่ก็จะลดคิวอีลงในที่สุด ดังนั้นตลาดหุ้นก็น่าจะแกว่งออกด้านข้างมากกว่าเมื่อดัชนีแตะระดับเป้าหมายที่ 1,500 จุด ก็จะมีแรงขายออกมา” ธีรพันธุ์ กล่าว
สำหรับเศรษฐกิจจีนมองว่า ช่วงที่ผ่านมานักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ไว้ว่าจีนจะมีการเติบโตที่สูง แต่ปัจจุบันจะเห็นว่ารัฐบาลจีนต้องการให้เศรษฐกิจของตัวเองเติบโตอย่างยั่งยืนและเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบริโภคในประเทศเป็นหลัก รวมถึงออกมาตรการคุมความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไม่หวือหวาเหมือนที่ผ่านมาคงอยู่ระดับ 7% เท่านั้น
ธีรพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาของยุโรปจะต้องติดตามการเลือกตั้งของประเทศเยอรมนี รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจต่างๆ เพราะเริ่มมีความขัดแย้งในประเทศเกี่ยวกับการเข้าไปช่วยเหลือประเทศในกลุ่มยุโรปที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ
“จากสถานการณ์ทั่วโลกในตอนนี้มองว่าในครึ่งปีหลังไม่น่าจะมีเงินร้อนเข้ามาในตลาดไทยมากนัก เงินลงทุนต่างชาติเริ่มนิ่งแล้ว จึงคาดว่าเงินบาทจะทรงตัวอยู่แถว 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้น่าจะเติบโต 4% ส่วนการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20%” ธีรพันธุ์ กล่าว
lอุตสาหกรรมกองทุนจะโตน้อย
สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่น่าจะเติบโตสูงมากนัก เพราะหุ้นที่กองทุนถือลงทุนราคาเริ่มอ่อนลง และโดยการเติบโตน่าจะมีการออกกองทุนประเภทเทอมฟันด์
อย่างไรก็ตาม ธีรพันธุ์ กล่าวว่า ในช่วงหลังมานี้พบว่าธนาคารพาณิชย์เริ่มลดโปรโมชันจ่ายดอกเบี้ยสูงเพื่อดึงเงินฝากแล้ว ทำให้กองทุนเทอมฟันด์ก็น่าจะกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น
ในขณะที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนในยามที่ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ผันผวน โดยกองทุนมีการจ่ายเงินปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ รวมถึงกองทุนหุ้นปันผลมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในครึ่งปีหลังนี้
“พอร์ตการลงทุนที่แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนอยู่ที่กองทุนหุ้นประมาณ 50% ลงทุนทั้งในหุ้นไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่น กองทุนรวมตลาดเงินประมาณ 40% และอีก 10% ลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โดยกลุ่มหุ้นที่สนใจยังคงเป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ อสังหาริมทรัพย์ ส่วนกลุ่มแบงก์เริ่มไม่โดดเด่นมากนักหากการใช้จ่ายของคนมีกำลังซื้อลดลง เช่นเดียวกับกลุ่มพลังงานที่ทรงๆ ตัว” ธีรพันธุ์ กล่าว







