posttoday
รายได้จากบิ๊กดาต้า

รายได้จากบิ๊กดาต้า

29 กรกฎาคม 2556

ปัจจุบันผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมทุกประเภทกำลังรับมือกับความท้าทายด้านการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งในรูปของข้อมูลแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากลูกค้าที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา โดยข้อมูลดังกล่าวมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ เสียง ข้อความ และการรับส่งข้อมูลบนเว็บ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมยังจะต้องจัดการกับข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจากการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงปริมาณการใช้งานข้อมูลบนเครือข่ายที่มีอยู่จำนวนมาก

ปัจจุบันผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมทุกประเภทกำลังรับมือกับความท้าทายด้านการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งในรูปของข้อมูลแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากลูกค้าที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา โดยข้อมูลดังกล่าวมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ เสียง ข้อความ และการรับส่งข้อมูลบนเว็บ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมยังจะต้องจัดการกับข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นจากการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงปริมาณการใช้งานข้อมูลบนเครือข่ายที่มีอยู่จำนวนมาก

ปัญหาดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการผสานรวมการใช้บริการเนื้อหาและสื่อข้อมูลเต็มรูปแบบเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายทางธุรกิจ ซึ่งนั่นทำให้ผู้ให้บริการต้องทราบให้ได้ว่าข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างและส่งผ่านบนเครือข่ายของตนนั้นถูกใช้งานในลักษณะใด ด้วยเหตุนี้ ข้อมูลของลูกค้าจึงถูกนำไปวิเคราะห์เพิ่มขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าและควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับผู้ให้บริการในท้ายที่สุด

ความท้าทายและการขยายตัวของข้อมูล

รายงานล่าสุดของบริษัท อีริคสัน ระบุว่า ในปี 2563 จะมีการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จำนวน 5 หมื่นล้านเครื่อง พร้อมๆ กับเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมด้านโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกา นอกจากนี้ รายงาน TM Forum[2] ยังระบุอีกด้วยว่า อัตราการเติบโตของข้อมูลโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 29% และมีแนวโน้มที่จะเติบโตด้วยอัตราตัวเลขสองหลักในอนาคต จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการใช้งานโทรศัพท์เกือบ 6,000 ล้านเครื่องทั่วโลก และกว่า 2,500 ล้านเครื่องถูกใช้งานอยู่ในภูมิภาคเอเชีย

การขยายตัวของข้อมูลที่กำลังเพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการย้ายเครือข่ายจากระบบ 2G ไปยัง 3G (และระบบที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่านั้น) ประกอบกับการลดราคาของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดว่าปลายปี 2556 สมาร์ทโฟนจำนวนมากจะมีราคาไม่ถึง 100 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,000 บาท) และสิ่งนี้เองจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายไปใช้เครือข่าย 3G เร็วขึ้น อีกทั้งยังจะทำให้ปริมาณการใช้เครือข่ายมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ แนวโน้มของการพัฒนาประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้ข้อมูลและอุปกรณ์มือถือสูงขึ้นกว่าเดิม จากรายงานของบริษัท อะนาไลซิส เมสัน[3] ระบุว่า ปริมาณการเชื่อมต่อระบบ 2G จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2556 ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการ 2,300 ล้านราย และจากนั้นก็จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ เนื่องจากยอดสมาชิกของระบบ 3G จะเติบโตขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านรายในปี 2559 หรือคิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนซิมทั้งหมด (เพิ่มจากที่มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2551) โดยจะเห็นได้ว่าผู้ใช้ระบบ 3G ใหม่ได้เลือกซื้อบริการที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ได้จากทุกที่ในแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์ใดก็ได้ และเมื่อบริการเติบโต พร้อมๆ กับปริมาณการใช้งานข้อมูลบนเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น การจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะต้องคำนึงถึง 3 สิ่งต่อไปนี้

1.การวิเคราะห์เครือข่ายเพื่อจัดการกับประสิทธิภาพของแอพพลิเคชันที่ลดลง อันเป็นผลมาจากการใช้งานเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น

2.กลยุทธ์ด้านการโยกย้ายข้อมูลอัตโนมัติและการจัดการข้อมูลให้มีการจัดเก็บแบบแบ่งระดับชั้นที่ดีกว่าเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่าย

3.การจัดการวงจรชีวิตของเมตาดาต้าที่ดีขึ้นเพื่อให้สามารถจัดการกับเมตาดาต้าที่เกิดจากผู้ใช้ สร้างโดยแอพพลิเคชัน และจากการติดต่อระหว่างอุปกรณ์

การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างรายได้จากข้อมูลขนาดใหญ่ เกี่ยวข้องกับการสร้างแนวทางที่ครอบคลุม ทั้งการจัดเก็บ การบันทึก การค้นหา และการวิเคราะห์ข้อมูล แม้ว่าขณะนี้ผู้ให้บริการจะดำเนินการเก็บรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลอยู่แล้ว แต่การจัดระเบียบข้อมูลที่ครบวงจรและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ครอบคลุมยังไม่สามารถทำได้ในระดับที่น่าพอใจ

สำหรับผู้ให้บริการแล้ว การรวมการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เข้ากับระบบสนับสนุนธุรกิจ/การปฏิบัติงาน กำลังเกิดการพัฒนาเข้าสู่การบริหารลูกค้าเชิงประสบการณ์ และการบริหารจัดการข้อมูลสมาชิก โดย CEM และ SDM จะให้แอพพลิเคชันการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นจากเครือข่ายและสมาชิกที่สมัครใช้งาน รวมทั้งจัดเตรียมโซลูชันที่เน้นในด้านธุรกิจโดยเฉพาะ ขณะที่ CEM จะใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น บันทึกการสมัครใช้บริการ ตลอดจนการวิเคราะห์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าในทุกจุดบริการและภายในเครือข่าย

กลไกการเปลี่ยนแปลงของตลาดตระหนักถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นอย่างดี โดยรายงานของบริษัท อะนาไลซิส เมสัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า:

ง CEM ได้เพิ่มจำนวนจนใกล้จะถึงรายการลำดับความสำคัญสูงสุดของผู้ให้บริการด้านการสื่อสารแล้ว

ง CEM กลายเป็นจุดศูนย์กลางเมื่อมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นและประเด็นต่างๆ เช่น การออกจากระบบของผู้ใช้บริการและการรักษาฐานลูกค้าไว้ ก็กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

ง ผู้ให้บริการจำเป็นนำเสนอมูลค่าที่แตกต่างนอกเหนือจากการให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั่วไปในราคาที่น่าสนใจกว่าเดิม

ขณะนี้ผู้ให้บริการกำลังเดินหน้าปรับปรุง CEM ของตนและเปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมถึง:

ท การแปรรูปกระบวนการและระบบ CRM และ BSS/OSS เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ขั้นสูง

ท การใช้เทคนิคขั้นสูงและการทำเหมืองข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้างจากเครือข่ายสังคมออนไลน์และเนื้อหาอื่นๆ ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น

ท การใช้ประโยชน์จากข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างแผนบริการที่โดดเด่นเพื่อปรับปรุงรายได้และรักษาฐานลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น (กล่าวคือการลดอัตราการออกจากระบบของผู้ใช้บริการ)

ท ติดตามตรวจสอบประสบการณ์ของลูกค้าทั้งหมดภายในเครือข่าย รวมทั้งศูนย์บริการและการปฏิสัมพันธ์ทั้งหมด เพื่อเพิ่มอัตราการรักษาฐานลูกค้า ตลอดจนเพิ่มโอกาสการขายต่อยอดและต่อเนื่องในทุกจุดบริการลูกค้า

การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับข้อมูลขนาดใหญ่

เพื่อเอาชนะความท้าทายด้านการดำเนินงานต่างๆ และเผยให้เห็นถึงมูลค่าทางธุรกิจ ผู้ให้บริการจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที องค์ความรู้ด้านการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูล และโมเดลธุรกิจ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ (เอชดีเอส) จะทำให้ผู้ให้บริการมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะสามารถจัดการกับความท้าทายด้านข้อมูลขนาดใหญ่ภายในเครือข่ายของตนได้

โซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของเอชดีเอสจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถดำเนินการได้ ดังต่อไปนี้:

ท สร้างรายได้จากเนื้อหาด้วยเครื่องมือในการจัดการและการวิเคราะห์

ท ให้บริการที่มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น ด้วยการจัดการข้อมูลและแพลตฟอร์มทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานเรียบง่ายและที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ท ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยการลดค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพของการเก็บข้อมูลแบบถาวร การสำรองข้อมูล และการรวมระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน

สำหรับผู้ให้บริการที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในการดำเนินงานอันเนื่องมาจากข้อมูลขนาดใหญ่ของตน บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ สามารถจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับมูลค่าจากเนื้อหาได้มากขึ้นและสามารถนำเสนอบริการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การเติบโตอย่างมากของตลาดโทรคมนาคมทั่วโลกส่งผลให้ข้อมูลขนาดใหญ่กลายเป็นปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับใช้ความสามารถด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงจากสถาปัตยกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลขนาดใหญ่แล้ว ทำให้ผู้ให้บริการจะสามารถยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าเดิมและสามารถสร้างรายได้จากการเติบโตของการสื่อสารที่เต็มไปด้วยข้อมูลในยุคนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน