
ประกันลุยไฟรับประกันนาข้าว
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
การทำประกันภัยนาข้าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ บริษัทประกันภัยบางแห่งได้รับประกันไปแล้ว แต่เกิดปัญหาได้ไม่คุ้มเสีย ต้องจ่ายค่าเสียหายมากกว่าเบี้ยประกันที่รับมา
แต่ทว่าทางกระทรวงการคลังก็จะพลิกฟื้นโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะเป็นเครื่องมือในการลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องนำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาได้ผลผลิตจากการเพาะปลูกต่ำ จากปัญหาภัยธรรมชาติ
รัฐบาลต้องการที่จะลดภาระลงอยู่แล้ว แต่ในส่วนของเอกชนที่จะต้องเข้าร่วมโครงการด้วย ก็ไม่มีเสียงคัดค้าน หากเบี้ยประกันคุ้มค่าที่จะรับความเสี่ยง
นายถนัด จีรชัยไพศาล ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า หากมีการบังคับให้ชาวนาทำประกันภัยข้าวควบคู่กับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จะยิ่งทำให้โครงการประกันภัยข้าวมีโอกาสรอดสูง
ทั้งนี้ รูปแบบของโครงการประกันภัยข้าวไม่สามารถคิดค่าเบี้ยในอัตราที่สูงเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุน หรือคิดเรื่องผลกำไรที่สูงได้ และค่าเบี้ยในช่วง 2 ปีที่เริ่มโครงการมาจึงคิดให้ใกล้เคียงหรือพอดีกับค่าใช้จ่ายเท่านั้น และตัวโครงการประกันภัยข้าวก็ไม่ได้มีการบังคับ จึงประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ล่าสุดทางสมาคมฯ ได้เสนอเรื่องอัตราค่าเบี้ยใหม่ไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว และได้ต่อรองค่าเบี้ยประกันภัยต่อกับบริษัท สวิสรี ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัยต่อต่างชาติ หรือรีอินชัวเรอส์ จนลงราคามาได้ระดับหนึ่ง โดยจะมีการแบ่งพื้นที่หรือโซนการรับประกันออกเป็น 5 โซน ขึ้นกับระดับความเสี่ยง เริ่มตั้งแต่พื้นที่สีเขียวอ่อน ค่าเบี้ย 120 บาทต่อไร่ สีเขียว สีเขียวเข้ม สีเหลือง และพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุด สีแดง และค่าเบี้ยสูงสุด 475 บาทต่อไร่ จากเดิมอยู่ที่ 600 บาทต่อไร่
สำหรับการแบ่งโซนดังกล่าว ไม่ได้เอาเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 เป็นตัวตั้งเพียงปีเดียว แต่เอาประวัติและสถิติย้อนหลัง 8 ปี มาพิจารณา โดยจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ปลูกข้าว และรัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง แต่ละปีมีความเสียหายเท่าไหร่ ถึงจะกำหนดออกมาแต่ละโซนได้
การแบ่งออกเป็น 5 โซน ก็เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับเกษตรกรทุกคน หากพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงน้อยก็ควรเสียค่าเบี้ยน้อย แต่ถ้าใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากก็ต้องเสียค่าเบี้ยสูง ซึ่งการทำรับประกันก็ไม่ควรกระจุกตัวอยู่แค่พื้นที่เสี่ยงภัยสูงเพียงอย่างเดียว อย่างเช่น ปี 2554 เสียหายจากน้ำท่วม ก็ขาดทุนไป 700 ล้านบาท ส่วนปี 2555 ดีขึ้นมาหน่อย เสียหายจากภัยแล้งขาดทุนไป 300 ล้านบาท ส่วนที่ 2556 ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ คงต้องรอดูก่อน
นอกจากนี้ เงื่อนไขการรับประกันยังรับประกันได้ไม่เกิน 15% ของพื้นที่ปลูกข้าว โดยมีเป้าหมายรวมอยู่ที่ 12 ล้านไร่ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงออกไปแต่ละพื้นที่ จะได้ไม่กระจุกตัวมากไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่เห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยสูง ส่วนความคุ้มครองจะได้เท่ากันทุกพื้นที่ คือ หากเป็นภัยที่เกิดจาก 6 ภัยธรรมชาติ จะได้รับค่าสินไหม 1,111 บาทต่อไร่ หากเป็นภัยที่เกิดจากศัตรูพืชและโรคระบาด จะได้ค่าสินไหม 555 บาทต่อไร่
อย่างไรก็ตาม โครงการประกันภัยข้าวจะมีการส่งงานรับประกันต่อให้กับรีอินชัวเรอส์ในสัดส่วน 90% ส่วนที่เหลืออีก 10% บริษัทประกันภัยของไทยที่เข้าร่วมโครงการจะเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้รอคำตอบอยู่ว่าจะมีบริษัทประกันใดเข้าร่วมบ้างซึ่งหากเกิดความล่าช้ารับประกันไม่ทันฤดูการเพาะปลูกข้าวนาปีภายในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ก็ไม่มีปัญหา สามารถรับประกันหลังจากเริ่มเพาะปลูกไปแล้วได้ เพราะความคุ้มครองจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านพ้น 7 วันไปแล้ว แต่หากมีความเสียหายเกิดขึ้นในช่วงก่อนระยะเวลา 7 วัน ผู้เอาประกันก็จะได้รับเบี้ยประกันคืนกลับไปแทน ซึ่งก็เป็นหลักปฏิบัติสากล







