
แบงก์ชาติแนะรัฐลงทุนพื้นฐานรับศก.โตระยะยาว
ธปท.แนะรัฐบาลลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานประเทศรองรับเศรษฐกิจขยายตัวระยะยาว
ธปท.แนะรัฐบาลลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานประเทศรองรับเศรษฐกิจขยายตัวระยะยาว
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ระดับ 4.2% ถือว่าเติบโตสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ไทยมีข้อจำกัดในการที่จะเติบโตให้ได้เต็มศักยภาพด้วย
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องดูถึงสมรรถนะเครื่องบินหรือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่าเครื่องบิน เครื่องจักรเศรษฐกิจไทยดีหรือไม่ ซึ่งต้องช่วยกันดูว่าอุปสงค์และอุปทานพร้อมจะเดินต่อไปในระดับที่ดีเพียงใด ควรมีการลงทุนเพิ่มเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและรองรับการเติบโตในระยะยาว ส่วนควรยกระดับโครงสร้างภายในกี่ปี โจทย์คงไม่ง่ายเหมือนลดดอกเบี้ยและดูแลค่าบาทแข็งหรืออ่อน เพราะมีปัจจัยหลากหลายที่ต้องช่วยกันดู
ทั้งนี้ เห็นได้จากเศรษฐกิจไทยโตช้าลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และขยายตัวช้ากว่าประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และจีนที่มีประชากรมากกว่าไทยมาก เนื่องจากไทยขาดแรงขับเคลื่อนในการเติบโต ด้านปัจจัยการผลิตที่จำนวนแรงงานใกล้ถึงขีดจำกัด เพราะอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำสตรี 1 คน มีบุตรเฉลี่ยเพียง 1.6 คน ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ยกเว้นสิงคโปร์ บวกกับมีประชากรสูงอายุมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยการผลิตไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ดังนั้น หากไทยต้องการแรงขับเคลื่อนเพื่อการขยายตัวในระยะยาว ควรมีการลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจเพื่อปิดช่องว่างเหล่านี้
“ผมว่าถ้ารัฐบาลมีแผนจะลงทุน แล้วถ้าทำได้ตามแผนก็ถือเป็นการผลักดันกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศแล้ว เพราะนโยบายการเงินและการคลังตอนนี้ถือว่ามีข้อจำเป็น ช่วยแบ่งเบาภาระข้อจำกัดเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพราะถ้าแรงงานจำกัด การลดดอกเบี้ยก็ไม่น่าจะช่วยให้กำลังแรงงานไทยเพิ่มขึ้น เพราะลดดอกเบี้ยไมได้ทำให้สตรีไทยมีบุตรเพิ่มได้ เรื่องเหล่านี้ต้องไปแก้ที่สาเหตุจริงๆ เพราะไทยยังมีช่องว่าง” นายประสาร กล่าว
นายประสาร กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเป็นภาวะที่มีทั้งปัจจัยลบเหมือนเครื่องบินที่มีลมต้าน(เฮดวิล) หรือมีทั้งแรงลมส่งจากปัจจัยบวกเหมือนเครื่องบินที่มี(เทลวิล) แต่ส่วนไหนจะมากกว่ากันนั้น เท่าที่ดู ปัจจัยลบน่าจะมาจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก ที่น่าจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไทยผันผวนต่อ และอาจมีส่วนทำให้การค้าขายในภาคนำเข้าและส่งออกมีกำไรลดลง หรือมีเหตุการณ์ทางการเมืองก็อาจจะกระทบความเชื่อมั่น เป็นต้น
ส่วนปัจจัยบวก ถ้าเศรษฐกิจคู่ค้าไทยดีขึ้น เช่น สหรัฐฯกระเตื้อง หรือญี่ปุ่นดีขึ้น ขายของส่งออกได้ดีขึ้น หรืออุตสาหกรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับญี่ปุ่น เพราะซัปไพร์เซนที่ไทยส่งของไปญี่ปุ่นก็จะดีขึ้น ถ้าญี่ปุ่นดีขายของได้มากอุตสาหกรรมไทยที่ส่งไปขายก็ดีด้วย
ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า จากการติดตามของ ธปท. พบว่าเศรษฐกิจมีโอกาสโตต่ำกว่า 4.2% จากปัจจัยหลายด้านที่สำคัญเศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่เต็มศักยภาพอยู่ แต่อย่างไรก็ดียังมีโอกาสที่จะเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ หรือต้นปีหน้า







