
เทน้ำออกจากแก้ว
ในฐานะอดีตนักการทูตและนักเขียนมือทองที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ “ประภัสสร เสวิกุล” กำลังร่ายมนต์น้ำหมึกเพื่อสานสัมพันธ์ในอาเซียน
ในฐานะอดีตนักการทูตและนักเขียนมือทองที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ “ประภัสสร เสวิกุล” กำลังร่ายมนต์น้ำหมึกเพื่อสานสัมพันธ์ในอาเซียน
ประภัสสรเป็นนักเขียนคนแรกในโครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน ที่ริเริ่มโดยสมาคมอาเซียนประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนให้นักเขียนเดินทางไปประเทศในอาเซียน เพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในแง่มุมต่างๆ
ปัจจุบัน นวนิยายของประภัสสรในโครงการนี้ตีพิมพ์แล้ว 3 เล่ม ได้แก่ 1.จะฝันถึงเธอทุกคืนที่มีแสงดาว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอินโดนีเซีย 2.รักในม่านฝน เป็นเรื่องของเวียดนาม และ 3.มีเมฆบ้างเป็นบางวัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ และมีอีก 2 เรื่องที่ทยอยออกเป็นตอนๆ ในนิตยสาร ได้แก่ ไชน่ามูน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิงคโปร์ และกริชมะละกา เกี่ยวกับมาเลเซีย ส่วนที่เหลืออีก 5 เรื่องมีเค้าโครงอยู่ในใจแล้ว
“ประภัสสร” เล่าว่า ก่อนหน้านี้ศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาของเพื่อนบ้านอยู่แล้ว แต่การเดินทางไปทำให้ได้สัมผัสชีวิตจริง ได้ไปเห็นสถานที่จริง พบปะพูดคุยกับคนหลากหลายอาชีพ หลายสถานะ จึงทำให้เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ของเพื่อนบ้านดีขึ้น
ที่ผ่านมาเคยเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านอยู่เป็นประจำ เห็นพัฒนาการอยู่ตลอด แต่ประเทศที่เปลี่ยนแปลงมาก คือ พม่า ซึ่งไม่ใช่แค่วัตถุ หากแต่รวมถึงบรรยากาศและผู้คน ซึ่งค่อนข้างคลี่คลายขึ้นกว่าการปกครองโดยรัฐบาลทหารที่เข้มงวด โดยหลังการเลือกตั้งล่าสุด รัฐบาลใหม่ให้โอกาสประชาชนมากขึ้น มีเงินไหลเข้าประเทศเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ของคนพม่าก็ดีขึ้น หรืออย่างกัมพูชาก็เจริญขึ้นมาก
จากการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน ในระดับประชาชนก็ค่อนข้างเข้าใจและชอบคนไทย แต่ในระดับรัฐบาลก็แล้วแต่นโยบายและสถานการณ์แต่ละช่วง
ที่คนไทยมักคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นๆ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจ ขณะที่เพื่อนบ้านซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นก็ภูมิใจกับการต่อสู้เพื่อเอกราช นี่สะท้อนว่า คนไทยยังมองตัวเองมากกว่าที่จะสนใจมองเพื่อนบ้าน ต่างจากเพื่อนบ้านที่สนใจประเทศรอบข้าง อย่างเวียดนามก็สนใจไทยว่ามีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างไร
ล่าสุด สำนักพิมพ์ของเวียดนามสนใจที่จะตีพิมพ์วรรณกรรมของนักเขียนไทยหลายๆ คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อพูดคุย แสดงถึงความสนใจของคนเวียดนามที่อ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 10 เล่ม และมีเรื่องแปลมากมาย เพราะคนเวียดนามกระหายที่จะรู้จักเพื่อนบ้าน
ประภัสสร มองว่า การมีทัศนคติว่าตัวเองเก่ง ในแง่หนึ่งก็เป็นความภูมิใจ แต่อีกด้านของเหรียญก็จะกลายเป็นความทะนงตน ไม่กลัวใคร ไม่ง้อใคร และอาจส่งผลเสียต่อเรื่องต่างๆ ได้
สำหรับคำแนะนำถึงนักเขียนหน้าใหม่ๆ ที่ต้องการนำเสนอความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในอาเซียน “อันดับแรก ควรเอาตัวเองออกจากความทระนง ทำใจให้ว่าง เปิดใจที่จะรักเพื่อนบ้าน และออกไปทำความรู้จักโดยไม่มีอคติ เพราะถ้าไปโดยที่ไม่ชอบหน้าเขาตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เราต้องเทน้ำออกจากแก้วให้หมดก่อน”
เขามองว่า นักเขียนรุ่นใหม่ๆ น่าจะเริ่มนำเสนอเรื่องราวของอาเซียนมากขึ้น เพราะเรื่องราวในทะเลทรายและเกาหลีก็เต็มไปหมดแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนรุ่นใหม่ๆ ก็จะสื่อเรื่องใหม่ๆ ไปสู่นักอ่าน
สิ่งที่ต้องระวัง คือ วัฒนธรรม ควรรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำและต้องให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสังคมต้องดูว่าอะไรเป็นเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ เพื่อนบ้านชอบหรือไม่ชอบอะไร ต้องศึกษาให้ดี แม้แต่คำบางคำก็อาจสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อกันได้หากละเลย







