
บินไทย VS ไวไฟ
เชื่อว่าใครที่เดินทางด้วยสายการบินไทยบ่อยครั้ง คงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดสายการบินนี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่สายการบินในโลกที่ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) หรือมือถือบนเครื่องได้ในระดับความสูงที่ระยะปลอดภัย หรือที่ระดับ 1 หมื่นฟิตขึ้นไป
เชื่อว่าใครที่เดินทางด้วยสายการบินไทยบ่อยครั้ง คงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดสายการบินนี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่สายการบินในโลกที่ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) หรือมือถือบนเครื่องได้ในระดับความสูงที่ระยะปลอดภัย หรือที่ระดับ 1 หมื่นฟิตขึ้นไป
ในเรื่องนี้ ไม่ใช่ความผิดที่การบินไทยล่าช้าหรือว่าล้าหลัง เพราะในความเป็นจริงการบินไทยได้ยื่นขอมาที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ติดปัญหาเรื่องกฎหมายของไทยเองที่กำหนดว่าคลื่นความถี่ต้องได้รับการจัดสรรด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น
ทั้งนี้ เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ได้ชี้แจงว่า ข้อกำหนดดังกล่าวอยู่ในมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ส่งผลให้ กสทช.ไม่สามารถให้ใบอนุญาตเพื่อให้บริการ (ไลเซนส์) กับการบินไทยได้
เพราะการให้บริการบนเครื่องต้องใช้คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่เดียวกับที่ กสทช.ได้ให้ไลเซนส์กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ราย ด้วยวิธีการประมูลเมื่อเดือน ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ด้วยข้อกำหนดของการบินไทยเอง การบินไทยไม่สามารถให้บริการโทรคมนาคมได้ และการให้บริการไวไฟบนเครื่องบินนั้น ปัจจุบันมีผู้ให้บริการอยู่ 2 รายทั่วโลก คือ แอร์โร โมบาย ประเทศอังกฤษ และ ออนแอร์ ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นต่างชาติ ส่งผลให้ไม่สามารถมาขอไลเซนส์ในไทยได้เช่นกัน เพราะกฎหมายกำหนดอีกว่าผู้ที่จะขอไลเซนส์ได้ ต่างชาติจะต้องถือหุ้นไม่เกิน 49%
จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมจนป่านนี้การบินไทยจึงยังไม่เปิดให้บริการไวไฟหรือมือถือบนเครื่องบินได้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีการแก้กฎหมายเพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกยุคไปมากกว่านี้







