
บีโอไอเมินศก.ขาลงลุยดันธุรกิจไทยไปนอก
แม้เศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศมีสัญญาณว่าจะชะลอลงตามการส่งออกและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทำท่าจะล่าช้าออกไปกว่าที่คาด
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
แม้เศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศมีสัญญาณว่าจะชะลอลงตามการส่งออกและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทำท่าจะล่าช้าออกไปกว่าที่คาด แต่ฝั่งของการออกไปลงทุนต่างประเทศของธุรกิจไทยยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง
“โชคดี แก้วแสง” รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอก็มีการปรับการทำงานให้สอดรับกับการตื่นตัวของเอกชนและเป็นไปตามแนวทางการพัฒนาประเทศของทางการ โดยเดือน มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา ได้ตั้งกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันการออกไปลงทุนต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2555 บีโอไอได้ตั้งศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศ หรือทีโอไอ เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมข้อมูลเชิงลึกสำหรับการลงทุนในประเทศเป้าหมายทั้งในแง่ของศักยภาพ กฎระเบียบ ตลอดจนข้อมูลด้านภาษี รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ
โดยตั้งแต่วันที่เปิดศูนย์ฯ จนถึงปัจจุบันมีนักลงทุนตัดสินใจไปลงทุนในประเทศเป้าหมาย คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า และกัมพูชา ทั้งหมด 86 ราย โดย 41 บริษัทได้เข้าไปลงทุนแล้ว ขณะที่มีผู้คาดว่าจะไปลงทุนภายใน 1 ปีจากนี้ จำนวน 11 บริษัท บริษัทที่คาดว่าจะเข้าไปลงทุนภายใน 2 ปี จำนวน 20 บริษัท บริษัทที่คาดว่าจะเข้าไปลงทุนภายใน 3 ปี จำนวน 9 บริษัท และมี 5 บริษัทที่คาดว่าจะไปลงทุนภายใน 5 ปี
นอกจากนี้ ยังมีโครงการของนักลงทุนไทยที่ไปในภูมิภาคอื่น เช่น ในกลุ่มประเทศแอฟริกา ได้แก่ โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง และโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่ประเทศไนจีเรีย โครงการก่อสร้างบ้านจัดสรรที่ประเทศเคนยา และกิจการโรงแรมที่มาดากัสการ์
“กลุ่มที่สนใจไปลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาสอบถามข้อมูลกับศูนย์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต เช่น บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก บริษัทผลิตหนังเทียม บริษัทผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และอาหารแปรรูป”
รองเลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการส่งเสริมที่บีโอไอจะทำมากขึ้นในระยะต่อไปคือจะเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของประเทศเป้าหมายในการให้คำปรึกษาการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการลงทุน เพราะหลายประเทศมีทรัพยากรที่มีศักยภาพ แต่ยังมีกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค
ทั้งนี้ จะเริ่มที่พม่าซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุน โดยจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการส่งเสริมการลงทุนร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่บีโอไอของพม่านำสิ่งที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าวไปปรับใช้เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการนักลงทุน ซึ่งการแลกเปลี่ยนที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ก็ช่วยให้บีโอไอของพม่าสามารถตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (วันสต็อปเซอร์วิส) สำหรับนักลงทุนได้แล้ว นอกจากพม่าแล้ว บีโอไอยังอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับหน่วยงานการลงทุนของชาติสมาชิกอื่นของอาเซียน คือ ลาว เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย และสิงคโปร์
โชคดี กล่าวว่า ในส่วนการพานักลงทุนไปสำรวจลู่ทางการลงทุนปี 2556 57 จะจัดประมาณ20 ครั้งใน 3 กลุ่มประเทศ ได้แก่ 1.กลุ่มประเทศเป้าหมายหลัก คือ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา 2.จีน อินเดีย และชาติอาเซียนอื่นๆ และ3.กลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เอเชียใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศในแอฟริกา โดยกลุ่มที่สนใจออกไปลงทุนต่างเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและเกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ก่อสร้าง อุตสาหกรรมหนัก และที่เกี่ยวเนื่องกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน
“ชาติชาย สิงหเดช” ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่มไทย กล่าวว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การที่ไทยจะสิ้นสุดการได้รับสุทธิด้านศุลกากรจากประเทศพัฒนาแล้ว (จีเอสพี) การเพิ่มขึ้นของค่าแรงในประเทศที่จะขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดการณ์นโยบายรัฐได้ลำบาก ตลอดจนคู่ค้าในต่างประเทศที่เริ่มสอบถามว่าเมื่อสิ้นสุดการได้รับจีเอสพีแล้วจะยังสามารถผลิตส่งมอบได้ในประสิทธิภาพที่เท่าเดิมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การออกไปลงทุนต่างประเทศบางส่วนเอกชนดำเนินการเองได้ แต่บางเรื่องต้องพึ่งหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองกับทางการของประเทศที่ไปลงทุน
“วัฏจักรเศรษฐกิจของไทยตอนนี้เหมือนกับญี่ปุนในอดีต คืออยู่ในช่วงการเติบโต แต่ทรัพยากรต่างๆ เริ่มจำกัด เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของประเทศไว้ไทยจะต้องออกไป เพราะถ้าไทยไม่ไปญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน ก็พร้อมจะมาลงทุนเต็มไปหมด” ชาติชาย กล่าว
“ศิริพร นุรักษ์” ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ บีโอไอ ระบุถึงการลงทุนของธุรกิจไทยในต่างประเทศว่า ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่มากสุดคือในพม่าแต่ปี 25312556 ลงทุน 9,979.4 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ เวียดนาม ระหว่างปี 2531 – 2555 มีมูลค่าเงินลงทุน 6 พันล้านดอลลาร์ ในลาว ปี 2543 – 2554 มูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ และในกัมพูชา ปี 2537 2556 มูลค่าลงทุน 867 ล้านดอลลาร์ซึ่งไทยลงทุนเป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับนักลงทุนจากทั่วโลก แต่เป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับชาติอื่นในอาเซียน ส่วน ในเวียดนามไทยลงทุนเป็นอันดับ 11 จากนักลงทุนทั่วโลกที่มาลงทุนในเวียดนาม แต่เป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบกับชาติอาเซียนเป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนกัมพูชาลงทุนเป็นอันดับ 7 เทียบกับนักลงทุนจากทั่วโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน







