
ชี้โพรงนักธุรกิจไทยเร่งเชื่อมโยงการค้า
ไทยพาณิชย์แนะผู้ประกอบการปรับตัวเชื่อมโยงธุรกิจรับการค้าเสรี เพิ่มขีดความสามารถ
ไทยพาณิชย์แนะผู้ประกอบการปรับตัวเชื่อมโยงธุรกิจรับการค้าเสรี เพิ่มขีดความสามารถ
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาคเอกชนควรปรับตัวให้พร้อมรับการแข่งขันจากการเชื่อมโยงในภูมิภาคเพื่อรองรับการค้าเสรี โดยใช้โอกาสการเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการเกิดขึ้นของสังคมออนไลน์มาต่อยอดและขยายธุรกิจ
นางสุทธาภา เสนอว่า มี 5 แนวทางที่เอกชนต้องสร้างโอกาสการเชื่อมโยงทางธุรกิจ แนวทางแรก เจาะตลาดใหม่ที่มีการเติบโตสูง โดยมุ่งตลาดต่างจังหวัดที่มีเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ดีขึ้น เพราะการกระจายตัวเศรษฐกิจจะขยายตัวออกจากสังคมเมืองไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เช่น การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวของภาคบริการอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัว 2% เป็น 9%
แนวทางที่สอง เสาะหาช่องทางใหม่ในการเข้าถึงลูกค้า โดยประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นถึง 6 เท่าตั้งแต่ปี 2549 และการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์มีการขยายตัว6% ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวก่อให้เกิดโอกาสในการค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำนอกจากนี้สังคมออนไลน์ยังสร้างโอกาสให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น จึงสร้างโอกาสทางการค้าแก่ภาคธุรกิจ
แนวทางที่สาม สร้างความแข็งแกร่งในการดึงดูดแรงงาน โดยการผ่อนคลายของกฎระเบียบด้านแรงงานต่างๆ ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามชาติ
แนวทางที่สี่ สร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานระหว่างภูมิภาคให้มากขึ้น เนื่องจากมีการค้าขายชิ้นส่วนและอุปกรณ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
แนวทางสุดท้าย ระดมทุนจากต่างประเทศด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เพราะตลาดทุนในอาเซียนมีความเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างของต้นทุนในการระดมทุนระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศลดลง สร้างโอกาสแก่ภาคเอกชนในการระดมทุน
“เอกชนที่สามารถปรับตัวเข้ากับบรรยากาศการแข่งขันที่เปลี่ยนไป จะเป็นผู้ได้เปรียบในตลาดที่มีการแข่งขันในรูปแบบใหม่ บริษัทไทยควรเร่งฉกฉวยโอกาสเพื่อครอบครองตลาดใหม่ที่เกิดขึ้น ภายใต้ความเชื่อมโยงที่มีมากขึ้น” นางสุทธาภา กล่าว
ด้านนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยภายในและต่างประเทศ ทำให้ปีนี้ธนาคารต้องคงสินเชื่อไว้ที่ 13% จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถปรับแผนขยายสินเชื่อในกลางปี เพราะเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจึงสะเทือนทั่วโลกและส่งผลต่อกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มอาหารส่งออก
“ตอนนี้ต้องคงแผนสินเชื่อไว้ระดับเดิม จากที่คิดว่าน่าจะดีขึ้น ของที่ส่งออกจีนก็ช้าลง คอมมูนิตี้ช้าลง ต้อนนี้เลยต้องช้านิดหนึ่ง แต่เราก็ระมัดระวังตั้งแต่ปีที่แล้ว” นางกรรณิกา กล่าว
นางกรรณิกา กล่าวว่า ครึ่งปีแรกสินเชื่อของธนาคารเติบโตมากกว่าระบบอยู่ที่ 12% และคาดว่าสินเชื่อทั้งระบบปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 911% ขณะที่การดูแลหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) ยังรักษาระดับได้ดีที่ 2.1% เป็นระดับที่ต่ำกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
นางกรรณิกา กล่าวว่า กรณีบริษัท สหฟาร์ม มีมูลหนี้กับธนาคารไม่มาก การจะแก้ปัญหาลูกค้าจึงอยู่ที่เจ้าหนี้รายใหญ่ ซึ่งธนาคารคงไม่ใส่เงินลงไปเพิ่มอีก
นายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่จะไม่เน้นบุกสินเชื่อก้าวกระโดด โดยทำความเข้าใจกับพนักงานให้หันมาเน้นการหารายได้ค่าธรรมเนียม ปัจจุบันรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่มีสัดส่วน 47% ที่เหลือ 53% เป็นรายได้จากดอกเบี้ย โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมกับสัดส่วนรายได้จากดอกเบี้ยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 50% เท่ากัน และอีก 2 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเป็น 60% และลดรายได้ดอกเบี้ยเหลือ 40%
ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยดอกเบี้ยครึ่งปีแรกเติบโตต่ำกว่า 5% เพราะสินเชื่อทรงตัว ส่วนรายได้ดอกเบี้ยเติบโตมากกว่า 2 หลัก
นายอาทิตย์ เปิดเผยว่า สินเชื่อรายใหญ่ในไตรมาสแรกไม่เติบโต เพราะลูกค้านำเงินชำระคืนก่อนกำหนดบางส่วน แต่คาดว่าครึ่งปีหลังสินเชื่อจะขยับขึ้นได้บ้างจากดีลบริษัท สยามแม็คโคร ขณะเดียวกันครึ่งปีหลังจะมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน(อินฟาสตรัคเจอร์ฟันด์) และกองทุนอสังหาริมทรัพย์(พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์) ที่ธนาคารจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษารวม 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท และดีลการซื้อขายกิจการหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ได้ตามเป้าหมาย
ปัจจุบันสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่คงค้างประมาณ 5 แสนล้านบาท ปี้นี้จะรักษาไว้ในระดับเดิม โดยคิดเป็นสัดส่วน 40% ของสินเชื่อรวมทั้งธนาคาร







