
ช่องโหว่กฎหมายสหกรณ์
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์
ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มีสมาชิกสหกรณ์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอเพื่อให้ตรวจสอบการบริหารงานของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการดำเนินการในข้อหายักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น อยู่ระหว่างการสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เดินทางไปรวบรวมพยานหลักฐาน ณ ที่ทำการของสหกรณ์และบ้านพักของประธานกรรมการดำเนินการเพื่อหาพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี นอกจากนี้ ป.ป.ง. ยังได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของนายศุภชัย เป็นจำนวนนับพันล้านบาท
หลายคนสงสัยว่าทำไมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จึงมีเงินฝากเยอะมาก ผมในฐานะเป็นวิทยากรให้กับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และเคยได้รับเชิญไปบรรยายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอนำเรื่องของสหกรณ์มาเล่าเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. สหกรณ์ หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ โดยเจตนารมณ์แล้วเป็นเรื่องที่ดีที่ที่คนมารวมกันเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ได้แสวงหากำไร
2.ผู้บริหารของสหกรณ์มาจากการเลือกตั้งจากสมาชิก ไม่เหมือนกับบริษัท ที่มาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ดังนั้น คนที่จะเป็นกรรมการจะต้องมีการหาเสียงจึงจะได้เป็นกรรมการ
3.กิจการสหกรณ์ ข้อดีทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากอยู่ในอาชีพเดียวกัน อยู่ในชุมชนเดียวกัน แต่ข้อเสียมักจะมีพวกที่เป็นระบบอุปถัมภ์ ในเมื่อมาจากการเลือกตั้งต้องมีการบริหารแบบประชานิยม เอาใจพวกที่เลือกตนเองมา ไม่ต้องการขัดหรือแย้งกับสมาชิกของสหกรณ์
4.สหกรณ์ส่วนใหญ่มีทั้งรับฝากเงินและปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ การรับฝากเงินก็มี การให้ดอกเบี้ยสูงกว่าสถาบันการเงินทั่วไป เช่น ร้อยละ 4.5 บางแห่งร้อยละ 5.5 เช่น เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังชักชวนบุคคลทั่วไปให้เป็นผู้ถือหุ้น ล่อใจด้วยเงินปันผล ร้อยละ 10 จึงทำให้ข้าราชการ บุคคลทั่วไป โยกเงินจากธนาคารมาฝากไว้ที่สหกรณ์เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น เครดิตยูเนี่ยนมีเงินฝากถึงประมาณ 20,000 ล้านบาท
5.ระเบียบวิธีการบริหารเงินของสหกรณ์ ไม่รัดกุมเหมือนสถาบันการเงิน ทำให้เกิดช่องโหว่ในการนำเงินของสหกรณ์ไปหาประโยชน์ ปล่อยกู้โดยไม่คำนึงถึงหลัก 3P, 5C ซึ่งเป็นหลักสากลในการปล่อยสินเชื่อ เป็นการปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีหลักประกัน ปล่อยสินเชื่อให้กับนิติบุคคล ซึ่งเป็นพรรคพวกของตนเอง เบิกเงินทดรองจ่ายโดยไม่มีกำหนดเวลาคืนเกือบ 3,000 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง เมื่อสมาชิกจะถอนเงินก็ไม่สามารถถอนเงินได้ เพราะไม่มีเงินจะให้ถอน สหกรณ์ในแต่ละแห่งฝากเงินไว้ที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเป็นจำนวนมาก เช่น 600 ล้านบาท 200 ล้านบาท 40 ล้านบาท และอีกหลายสิบสหกรณ์เอาเงินของสมาชิกไปฝากไว้เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถอนไม่ได้ก็เกิดปัญหาตามที่เป็นข่าว ซึ่งไม่มีใครรับผิดชอบ
กฎหมายสหกรณ์ พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มีการกำหนดโทษไว้ในหมวด 10 ตั้งแต่
มาตรา 129 ถึงมาตรา133 ซึ่งโทษเบามาก ไม่เหมือนกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ที่มีบทลงโทษผู้บริหารของสถาบันการเงิน ถ้ากระทำความผิดโดยเฉพาะการทุจริตต้องได้รับโทษร้ายแรง โดยระบุไว้ในหมวด 8 ตั้งแต่มาตรา 121 ถึงมาตรา 156 ดังนั้น ถ้าจะให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ควรจะนำบทลงโทษในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาบังคับใช้ ผมขอยกตัวอย่าง มาตราที่จะนำมาใช้เพื่อป้องกันการทุจริต
มาตรา 140 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แก่ประชาชนทราบ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชน ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา 141 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินหรือทรัพย์สินที่สถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของสถาบันการเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา 142 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินหรือซึ่งสถาบันการเงินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา 143 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดเอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินอันสถาบันการเงินมีหน้าที่ดูแลหรือที่อยู่ในความครอบครองของสถาบันการเงิน ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท
มาตรา 144 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ โดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ของบุคคลอื่น ซึ่งจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้สถาบันการเงินบังคับการชำระหนี้จากสถาบันการเงิน หรือใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
(1) ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของสถาบันการเงิน หรือ
(2) ลงบัญชีหรือกระทำการอื่นใดซึ่งทำให้ปรากฏว่าสถาบันการเงินเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง
มาตรา 145 กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินผู้ใดกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่สถาบันการเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
ขอฝากไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงให้เร่งออกกฎหมายเป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันการทุจริตในองค์กรของสหกรณ์ เพราะสหกรณ์มีมากเกือบ 8,000 แห่ง หากมีการทุจริตจะก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับสมาชิก







