
เปิดเสรีไม่ใช่ขายชาติ
หากทุกท่านจำกันได้ ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเล่าถึง การเปิดเสรีธุรกิจบริการสาธารณสุขของอาเซียน
หากทุกท่านจำกันได้ ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเล่าถึง การเปิดเสรีธุรกิจบริการสาธารณสุขของอาเซียน
สิ่งที่เราสรุปกันครั้งนั้น คือการเปิดเสรีธุรกิจบริการนั้นไม่ได้เสรีเต็มรูปแบบ อนาคตอาเซียนเปิดทางให้เพื่อนร่วมอาเซียนถือหุ้นได้ 70% ในธุรกิจบริการเฉพาะทางบางประเภทเท่านั้น เช่น ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านกุมารเวช ด้านจิตวิทยา ด้านการผ่าตัด และธุรกิจบริการการแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลเอกชน ส่วนธุรกิจบริการอื่นที่เหลือก็เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศนั้นๆ เช่น ไทยเปิดให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจต่างๆได้ไม่เกิน 49%
มาครั้งนี้ ดิฉันจะชี้ให้เห็นว่า นอกจากจะมีข้อจำกัดเรื่องประเภทธุรกิจแล้ว ความเสรีของอาเซียนยังถูกกดทับไว้ภายใต้ข้อจำกัดอื่นอีก
ข้อจำกัดที่ว่า คืออาเซียนไม่ได้แก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนสมาชิกในคณะกรรมการหรือบอร์ดของแต่ละบริษัท
เช่น ทุกวันนี้ไทยกำหนดให้ชาวต่างชาติเข้ามานั่งเป็นบอร์ดของบริษัทได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกบอร์ดทั้งหมด นั่นหมายความว่า หากอนาคตมีชาวต่างชาติมาถือหุ้นธุรกิจบริการในไทย 70% ก็ยังนำคนของตัวเองมานั่งอยู่ในบอร์ดได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง
คำถามที่ตามมาคือ หากอาเซียนยังคงเปิดเสรีแบบกั๊กๆ ไม่ยอมให้ชาวอาเซียนชาติอื่นเข้ามานั่งในบอร์ดของบริษัทที่ตัวเองลงทุนได้อย่างเต็มที่ จะมีใครอยากนำเงินไปลงทุนในประเทศอื่นบ้าง เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงในการดูแลบริษัทที่ลงทุน
นำไปสู่คำถามอีกว่า หากไม่มีใครลงทุน เป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันจะสำเร็จได้หรือไม่
เวลามีใครพูดถึงการเปิดเสรีมากๆ ให้ต่างชาติเข้ามาได้เต็มที่ คนกลุ่มนี้มักจะถูกโจมตีเสมอว่าเป็น “คนขายชาติ”
แต่แท้จริงแล้วการเปิดเสรีมิใช่เป็นเพียงการเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในบ้านเรา ต้องไม่ลืมมุมกลับด้วยว่าเราเองก็ได้สิทธิไปลงทุนธุรกิจอย่างเสรีในบ้านเขาด้วย
ที่สำคัญคือ จุดมุ่งหมายของการรวมตัวครั้งนี้ คือการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
แนวทางที่ดิฉันเห็นว่าควรทำ คือการตกลงกันภายในประเทศให้ชัดเจนว่ากิจการใดที่ควรสงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น กิจการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรืออื่นๆ ที่ไม่ควรปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาเป็นผู้บริหาร ส่วนธุรกิจอื่นที่ต้องการส่งเสริมให้มีการลงทุน ก็อนุญาตให้เปิดเสรีได้
นอกจากนี้ ควรปลดล็อกสิทธิการนั่งในบอร์ดให้เท่ากับสิทธิการถือหุ้นในธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจใดที่เปิดให้ชาวอาเซียนถือหุ้นได้ 70% แล้วก็ควรให้ชาวอาเซียนมีสิทธิเข้ามานั่งในบอร์ดได้ 70% ตามไปด้วย ธุรกิจใดยังคงอยู่ที่ 49% ก็ให้สิทธินั่งในบอร์ดอยู่ที่ 49% ต่อไป
การกำหนดรายการสงวนลักษณะนี้ เรียกในภาษาการเจรจาว่าการจัดทำ Negative List รายการที่อยู่ใน Negative List จะไม่มีการเปิด หรือเปิดบางส่วน หรือเปิดโดยมีเงื่อนไขตามความเหมาะสมหากเรายังไม่จัดทำ Negative List ก็จะไม่สามารถเจรจาการค้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และท้ายที่สุด การลงทุนก็คงพุ่งเป้าไปที่สิงคโปร์ ซึ่งเปิดเสรี 100% และให้สิทธิต่างชาตินั่งในบอร์ดได้เต็มที่แล้วเหมือนเดิม







