
ทันสถานการร์
แก้ กม.จัดการวัตถุอันตราย
แก้ กม.จัดการวัตถุอันตราย
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.เตรียมเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ให้ครอบคลุมสารเคมีครบทั้งระบบ จากปัจจุบันที่มีการควบคุมเพียง 1.07% จากสารเคมีที่มีการผลิตและใช้ทั่วโลก เพื่อให้สอดคล้องกับระดับสากล รวมถึงเพื่อเตรียมรองรับการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ได้เริ่มดำเนินการบริหารจัดการสารเคมีให้เป็นระบบมากไปแล้ว
ทั้งนี้ ยังมอบให้สถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งครอบคลุมการศึกษาและนำเสนอข้อมูลการจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายของทั้งไทยและต่างประเทศ และนำเสนอร่างกฎหมายใหม่แก่ กรอ.
น.ส.พรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัญหาของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มี 3 ประเด็น คือ ความไม่ชัดเจนในการกำหนดชนิดของสารเคมี ผู้ประกอบการไม่มีความรู้ว่าสารประเภทใดเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ และไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลจนหลายกรณีเกิดปัญหาการบังคับใช้และการตีความทางกฎหมาย
เพิ่มอำนาจสอบโฆษณาปุ๋ยเกินจริง
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการป้องกันการโฆษณาขายวัสดุทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช เพื่อป้องกันการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง หลังพบว่ามีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะในวิทยุชุมชนต่างจังหวัด
ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่อนุญาตให้นำเข้าสารเคมีเกษตรและตรวจสอบคุณสมบัติของสารประกอบในปุ๋ยหรือสารเคมีเกษตร แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีอำนาจจับกุมหรือสั่งระงับกรณีการโฆษณาเกินจริงได้ ต้องอาศัยอำนาจของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จึงให้กรมวิชาการไปดูถึงแนวทางแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
สร้างภาพลักษณ์ใหม่ บขส.
นายพ้อง ชีวานันท์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ให้นโยบายบริษัท ขนส่ง (บ.ข.ส.) เร่งสร้างภาพลักษณ์ บ.ข.ส.ให้ดีขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าหรือผู้โดยสารให้นึกถึง บ.ข.ส.เป็นหลักในการเข้ามาใช้บริการการเดินทางภายใน 2 ปีข้างหน้าก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการวางกรอบการให้บริการของ บ.ข.ส.จะต้องเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารในทุกๆ ส่วน ทั้งความปลอดภัยและคุณภาพ ตลอดจนความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วย
สำหรับการย้าย บ.ข.ส.จากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ไปยังที่ใหม่ที่ศึกษาไว้ 3 แห่ง คือ เมืองทองธานี ดอนเมือง และรังสิตนั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการที่รับผิดชอบจะต้องเร่งดำเนินการตามกรอบเวลาภายใน 90 วัน โดยจะเปิดโอกาสให้คณะกรรมการทำงานอย่างเต็มที่
นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ บ.ข.ส. กล่าวว่า ขณะนี้การแข่งขันของรถโดยสารประจำทางมีมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ รมช.คมนาคม ต้องการ คือ ให้ บ.ข.ส.สร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อให้ผู้โดยสารนึกถึงและหันมาใช้บริการ บ.ข.ส.ให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหากสายการเดินรถที่รถร่วมเอกชนไม่ให้บริการ บ.ข.ส.ก็ต้องเข้าไปให้บริการ แม้จะเป็นเส้นทางที่ขาดทุน บ.ข.ส.ก็ต้องดำเนินการ โดยปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการ บ.ข.ส.ปีละประมาณ 30 ล้านคน







