
โซลาร์ฟาร์มร้อนแรง
นักลงทุนแห่ลุยซื้อหุ้นเติบโตสูงราคาตํ่าSPCGกำไรพุ่งกระฉูดปีหน้าเป็นต้นไป
นักลงทุนแห่ลุยซื้อหุ้นเติบโตสูงราคาตํ่าSPCGกำไรพุ่งกระฉูดปีหน้าเป็นต้นไป
หุ้นพลังงานทดแทนพุ่งฉิว ผู้ถือหุ้น SPCG ไฟเขียวให้แปลงวอร์แรนต์เร็วขึ้น หนุนกำไรรายได้ก้าวกระโดด
หุ้นพลังงานทดแทน โดยเฉพาะธุรกิจโซลาร์ฟาร์มทะยานขึ้นแรงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา นำโดยบริษัท เอสพีซีจี (SPCG) ราคาดีดขึ้นปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ระดับ 26 บาท บวก 1.90 บาท หรือ 7.88% บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ปิดที่ 6.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 3.03% บริษัท โซลาร์ตรอน (SOLAR) ปิดที่ 6.55 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 4.8% และบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ 2.27% ปิดที่ 18 บาท
มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นมารับข่าววันที่ 16 ก.ค.นี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะพิจารณาโครงการสนับสนุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและอาคารธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำกระแสไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้ในอาคารขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
ทั้งนี้ คาดว่าจะรับซื้อไฟในราคาหน่วยละ 6.96 บาท นานถึง 25 ปี ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจให้ติดแผงโซลาร์บนหลังคาจำนวนมาก
“หุ้นกลุ่มนี้ราคาลงมาลึกมาก เมื่อมีข่าวดีเรื่องรัฐจะให้การสนับสนุนธุรกิจ รวมถึงแต่ละบริษัทมีการลงทุนโซลาร์ฟาร์มไปมากแล้ว รอเวลาเก็บเกี่ยวกำไรเท่านั้นทำให้แนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโตได้ก้าวกระโดด” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้าน น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) กล่าวภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวันแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) เร็วขึ้นจากปี 2558 เป็นปี 2556 ว่า บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถคืนหนี้เงินกู้ส่วนทุนมูลค่า 3,300 ล้านบาท ให้กับธนาคารเจ้าหนี้ได้หมดภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และน่าจะจ่ายเงินปันผลจากผลกำไรที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 คืนให้กับผู้ถือหุ้นได้ นับเป็นการจ่ายเงินปันผลครั้งแรกในรอบ 3 ปี พร้อมกับเดินหน้าลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ) ได้ตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นไป
สำหรับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5,300 ล้านบาท คาดว่าน่าจะได้รับการอนุมัติในเดือน ส.ค.นี้ โดยจะเป็นการขายไฟของโครงการที่ 10-16 เข้ากองทุน
นอกจากนี้ บริษัทจะออกโซลาร์บอนด์ อายุ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี มูลค่ารวม 7,000-7,500 ล้านบาท เสนอขายในปีนี้ด้วย
“จากการระดมทุนจากเครื่องมือทางการเงินต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้บริษัทมีเงินนำไปชำระหนี้ส่วนทุนทั้งหมด และมีเงินเหลือ 400 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ยังไม่รวมกับกำไรจากธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ทำให้บริษัทมีเงินเหลือพอจะจ่ายเงินปันผล และขยายโอกาสทางธุรกิจลงทุนพัฒนาโซลาร์ฟาร์มในต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบของรับจ้างผลิตและบริหาร หรือการเข้าไปพัฒนาเอง” น.ส.วันดี กล่าว
สำหรับตลาดในประเทศยังสามารถพัฒนาในรูปแบบของครัวเรือนในฐานะผู้จำหน่ายและให้บริการติดตั้ง ล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) กับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทในเครือของ กฟภ. ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีลูกค้า 16 ล้านครัวเรือน จากปัจจุบันประเทศไทยมี 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ หากสามารถกินส่วนแบ่ง 10% ก็เท่ากับ 2 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และในต่างประเทศพบว่าตลาดโซลาร์รูฟมีขนาดตลาดใหญ่กว่าโซลาร์ฟาร์ม 3 เท่าตัว
นอกจากนี้ กรณีรัฐบาลจะให้การสนับสนุนการรับซื้อไฟเหลือใช้จากครัวเรือนที่ผลิตจากโซลาร์รูฟ ถือว่าจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจโซลาร์รูฟมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก
นายจรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า รายได้และกำไรสุทธิของ SPCG ยังคงอยู่ในทิศทางการเติบโตเด่นในปี 2557 จากการรับรู้รายได้เต็มปีของโซลาร์ฟาร์มทุกแห่ง คาดว่าจะมีรายได้มากถึง 4,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% ส่วนกำไรสุทธิจะก้าวกระโดดเป็น 2,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68%







