
ศูนย์นวัฒกรรมข้าวไทยทางแก้ปัญหาระยะยาว
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ทิศทางข้าวไทยและชาวนาไทยจะปรับตัวไปในทิศทางใด หลังจากรัฐบาลเดินหน้านโยบายรับจำนำเช่นเดิม ตันละ 1.5 หมื่นบาท ชาวนาไทยและโรงสีไทยควรมุ่งผลิตข้าวเพื่อขายและส่งออกหรือไม่ หรือประเทศไทยควรเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวอย่างเดียว?
คำถามมากมายเกี่ยวกับข้าวไทย ทำให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เสนอทางออกของอุตสาหกรรมข้าวไทย ด้วยการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ด้วยศูนย์นวัตกรรมข้าวไทย
ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สนช. เปิดเผยว่า สนช.เตรียมงบ 100-200 ล้านบาท เพื่อเปิดศูนย์พัฒนาและวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ข้าวไทยแบบครบวงจรเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนาข้าวไทยมีคุณภาพมากขึ้น มีความเป็นเลิศพัฒนาพันธุ์ข้าว และมุ่งพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีศูนย์พัฒนาข้าวแบบครบวงจร
สำหรับศูนย์ดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2557 โดยมีพื้นที่ใน กทม. พร้อมกันนี้จะร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อนำผลงานวิจัยไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจต่อไป
“ปัจจุบันประเทศไทยมุ่งนโยบายเป็นผู้ผลิตข้าวเพื่อส่งออกเท่านั้น แต่ควรปรับยุทธศาสตร์ใหม่ หันมาแปรรูปข้าวเพื่อส่งออกให้มีมูลค่าสูงสุด ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวแบบครบวงจรในตลาดโลก และที่ผ่านมาการใช้นโยบายรับจำนำข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนั้น อาจไม่ใช่แนวทางยกระดับข้าวไทยให้มีราคาสูงขึ้นระยะยาว” ศุภชัย กล่าว
สำหรับแนวทางการแปรรูปข้าวให้มีมูลค่าสูงขึ้นนั้น มีทั้งการแปรรูปข้าวเพื่อใช้ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ทำให้ข้าวจากราคา 30-40 บาทต่อกิโลกรัม มีราคาสูงขึ้นเป็นหลายแสนบาทต่อกิโลกรัมได้ นอกจากนี้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังสนใจข้าวพันธุ์สังข์หยดของไทย เป็นพันธุ์ที่มีธาตุเหล็กสูง ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน
นอกจากนี้ สนช.เตรียมเปิดตัวไนโตรเจน ที่เป็นสารใช้รมข้าวให้มีความปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ 100% ทำให้การเก็บข้าวมีอายุนานขึ้น สามารถใช้ทดแทนเมทิลโบรไมด์และฟอสฟิน ที่โรงสีนิยมใช้ในปัจจุบันได้ เพื่อทำให้ข้าวไทยมีความปลอดภัยปัจจุบันข้าวออร์แกนิกส์ของไทยจะใช้วิธีการรมข้าวด้วยไนโตรเจน จึงส่งผลดีต่อเกษตรและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้บริโภคด้วย







