posttoday
จำนำข้าวทำลายวินัยการคลังร้ายแรง

จำนำข้าวทำลายวินัยการคลังร้ายแรง

12 กรกฎาคม 2556

ในงานประชุมสัมมนาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สภาเกษตรกรแห่งชาติ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ

ในงานประชุมสัมมนาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สภาเกษตรกรแห่งชาติ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษ “ภาคเกษตรไทยในทศวรรษหน้าจะไปทางไหน” ว่า ในสถานการณ์ที่ข้าวล้นตลาดในขณะนี้ และจะยิ่งเป็นมากขึ้นในอนาคต การที่รัฐบาลจะจัดโครงการช่วยเหลือต่างๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าวคงจะทำไปนานๆ ไม่ได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ ทำลายวินัยการคลังของประเทศอย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดวิกฤตทางการเงินได้ ซึ่งจะเสียหายต่อประเทศชาติและส่วนรวม

วีรพงษ์ เสนอแนะว่า รัฐบาลควรเน้นการส่งเสริมให้ผลิตสินค้าเกษตรดั้งเดิมเช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่น่าจะเป็นนโยบายที่ถูกต้องอีกต่อไป ควรจะปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกแทน อาทิ ประมง ต้นไม้โตเร็ว และปาล์มน้ำมัน เพราะส่วนใหญ่แล้วสินค้าเกษตรทางเลือกมักจะผูกกับอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรด้วย

นอกจากนี้ รัฐควรหันมาส่งเสริมภาคเกษตร 3 เรื่องหลัก คือลดต้นทุนด้านขนส่งให้ครบวงจร การเจรจาการค้ากับต่างประเทศเพื่อขยายตลาด และเพิ่มการวิจัยการเกษตรให้มากขึ้น

“บทบาทของรัฐจากนี้ควรดูว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคการเกษตรอย่างไร จะเจรจาการค้ากับต่างประเทศ และจัดระบบน้ำอย่างไร ส่วนอย่างอื่นอย่าไปยุ่งกับเค้าเลย ทั้งเรื่องจัดโซนนิ่ง เรื่องลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรรู้ดีกว่ารัฐบาลมากมาย รวมถึงตัวผมที่ยืนพูดอยู่ตรงนี้ด้วย ขณะนี้ถึงจุดอีกจุดหนึ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง อนาคตไม่ได้สดใสอย่างที่หลายคนเห็น จึงขอฝากรัฐบาลว่าภาพที่ผมเห็นเป็นอย่างนี้ เราจะช่วยกันได้อย่างไร” ประธาน กยอ. กล่าว

วีรพงษ์ กล่าวว่า ภาคการเกษตรถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก มีสัดส่วนการจ้างงาน 30% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งแม้จะมีสัดสัดส่วนผลผลิตต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียง 10% ก็ตาม แต่ก็มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกจำนวนมาก เพราะกลายเป็นวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดภาคการขนส่ง และการส่งออกที่สร้างรายได้กับประเทศได้กว่า 80% จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ข้อทักท้วงของวีรพงษ์ฐานะประธาน กยอ. และประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำไปขบคิด

เพราะเพียงแค่ 2 ปี รัฐบาลนี้ใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดไปแล้ว 6.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการดึงเอาสภาพคล่องจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์มาใช้ 2.6 แสนล้านบาทซึ่งรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เฉลี่ย 34% เงินส่วนที่เหลือนั้นรัฐบาลกู้เงินมาแล้ว 4.1 แสนล้านบาท โดยมีการประเมินว่ายอดขาดทุนจากการแทรกแซงราคาข้าวจะสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท จากการรับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาด

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา