
บอสใหญ่แห่ง “ไอแม็กซ์” มีวันนี้ได้ เพราะรู้จักตัวเอง
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
การได้ลองผิด ลองถูก และก้าวพลั้งพลาด ในความคิดของใครหลายคนอาจจะเป็นเรื่องที่เสียเวลา ทว่า สำหรับเหล่าผู้ประกอบการชั้นนำหลายคนกลับมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดี
อย่างเช่น “ริชาร์ด เกลฟอนด์” ประธานกรรมการบริหาร “ไอแม็กซ์” โรงภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่เรียกได้ว่าผ่านประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งเป็นเจ้านายตนเองและเป็นลูกจ้างผู้อื่นมาอย่างโชกโชน และสิ่งเหล่านั้นทำให้ชายคนนี้ “รู้จักตัวเอง” จนทำให้ก้าวมาอยู่ในจุดสูงสุดได้
ย้อนเวลากลับไปราว 50 ปีก่อน เกลฟอนด์เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยเป็นเด็กรับจ้างขัดรองเท้า ก่อนที่อายุ 16 ชายคนนี้เริ่มทำหนังสือพิมพ์ของตัวเอง โดยมียอดขายราววันละ 2.5 หมื่นฉบับ
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เกลฟอนด์เป็นคนที่มีจิตวิญญาณการเป็นผู้ประกอบธุรกิจในตัวอย่างเต็มเปี่ยมมาตั้งแต่เด็ก ทว่า การศึกษาด้านกฎหมายทำให้เกลฟอนด์หันไปทำงานในบริษัทกฎหมาย
“ผมเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน และถ้าคุณเป็นนักศึกษาที่ดี แน่นอนว่ามันจะมีแรงขับที่จะผลักให้คุณเดินทางตามสายอาชีพที่เรียนมา ทว่า สำหรับผม ผมชอบเป็นเจ้านายตัวเอง และสิ่งนี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผม” เกลฟอนด์ กล่าว
หลังจากที่ทำงานในบริษัทกฎหมายได้ไม่นาน ชายคนนี้ก็ลาออกจากงานและมาทำธุรกิจร้านซักอบรีด ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปเป็นพนักงานออฟฟิศอีกครั้ง แต่ด้วยความคิดที่อยากจะเป็นเจ้านายตัวเองและทำธุรกิจของตัวเองที่มีมากกว่าเป็นลูกน้องผู้อื่น เกลฟอนด์ จึงตัดสินใจลาออกจากงาน
ในปี 2537 เกลฟอนด์ ได้จับมือกับแบรดเลย์ เวสช์เลอร์ เพื่อซื้อบริษัท ไอแม็กซ์ โดยทั้งคู่ต้องการขยายธุรกิจให้บริษัทฉายภาพยนตร์ในเชิงการค้า มากกว่าที่ฉายแต่เพียงภาพยนตร์สารคดีตามพิพิธภัณฑ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่อยู่ในมือของทั้งคู่ก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่วาดฝัน เพราะภาพยนตร์ที่จะฉายในโรงของไอแม็กซ์จะต้องเป็นกล้องที่ผลิตขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
เจ้าของธุรกิจทั้งสองคนต้องกลับต้องเข้าหาบรรดาผู้กำกับชื่อดัง อย่างสตีเวน สปีลเบิร์ก และจอร์จ ลูคัส แต่ดูเหมือนว่าผู้กำกับไม่อยากลงทุนในจำนวนเงินที่มากกว่าเดิมหลายเท่าและยุ่งยากมากขึ้น ทำให้ไอแม็กซ์ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ โดยต้องเน้นให้ผู้กำกับไม่ยุ่งยากและมีราคาถูกลงเพื่อดึงดูดการลงทุน
ไอแม็กซ์จึงได้ปรับเปลี่ยนฟิล์มที่ถ่ายจากกล้องมาตรฐานให้สามารถฉายในโรงภาพยนตร์ของไอแม็กซ์ได้ ซึ่งใช้เงินลงทุนเพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 30 ล้านบาท) เท่านั้น เพราะถ้าหากใช้กล้องของไอแม็กซ์โดยเฉพาะจะต้องลงทุนมากกว่าปกติถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 300 ล้านบาท) เลยทีเดียว
ขณะที่ในด้านของโรงภาพยนตร์ หากสร้างโรงภาพยนตร์เพื่อฉายภาพยนตร์ของไอแม็กซ์ต้องลงทุนถึง 34 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 90120 ล้านเหรียญสหรัฐ) สุดท้ายจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนห้องประชุมให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์แทน ซึ่งลงทุนเพียง 1.5 แสนเหรียญสหรัฐเท่านั้น (ราว 4.5 ล้านบาท)
ไอแม็กซ์ภายใต้การดูแลของริชฟอนด์เป็นเวลาเกือบ 20 ปี บริษัทได้พลิกโฉมจากโรงภาพยนตร์ที่ฉายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการศึกษาไปสู่การฉายภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด โดยเกลฟอนด์ระบุว่ามีภาพยนตร์ 3 เรื่อง ที่สร้างชื่อให้กับไอแม็กซ์อย่างมากมาย ได้แก่ เรื่องดิสนีย์ แฟนเทเซีย ในปี 2543 เรื่องโพลาร์ เอ็กซ์เพรส ที่ฉายในระบบ 3 มิติ และอีกเรื่องคือ อวาตาร์ ที่ฉายในปี 2552 ที่สามารถทำรายได้สูงถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ) แม้ว่าในขณะนั้นมีโรงภาพยนตร์เพียง 150 โรงทั่วโลก
จากภาพยนตร์สร้างชื่อในอดีตได้ส่งผลให้ไอแม็กซ์เติบโตอย่างมาก โดยในปัจจุบันไอแม็กซ์มีโรงภาพยนตร์ทั่วโลกมากถึง 700 โรง
“ริชาร์ด เกลฟอนด์” จึงนับได้ว่าเป็นหนึ่งในนักธุรกิจตัวอย่าง ที่รู้เป้าหมายของตนเองและทำความต้องการของตนได้สำเร็จ ด้วยการเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลก







