
ผุดรางคู่บ้านไผ่นครพนม
รฟท.จ้างที่ปรึกษาออกแบบทำอีไอเอคาดใช้เงินลงทุน4.2หมื่นล้านบาท
รฟท.จ้างที่ปรึกษาออกแบบทำอีไอเอคาดใช้เงินลงทุน4.2หมื่นล้านบาท
ร.ฟ.ท.จ้างที่ปรึกษารถไฟรางคู่สายบ้านไผ่นครพนม มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท คาดเปิดใช้บริการปี 2561
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.ได้ลงนามว่าจ้างกลุ่มบริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ เป็นที่ปรึกษาหลักเข้าสำรวจออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการรถไฟสายบ้านไผ่มหาสารคามร้อยเอ็ดมุกดาหารนครพนม มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท
โครงการดังกล่าวมีระยะทาง 347 กม. ใช้ระยะเวลาศึกษา 15 เดือน จากนั้นจึงจะยื่นอีไอเอใช้เวลาประมาณ 6 เดือน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ต้นปี 2558 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 34 ปี แล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการได้ประมาณปี 2561
“รถไฟสายนี้จะเป็นรถไฟรางคู่สายใหม่ ที่ไม่ได้ก่อสร้างตามแนวเส้นทางเดิม สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและการขนส่งสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมการขนส่งทางภาคตะวันออกและตกของประเทศเข้าด้วยกัน” นางสร้อยทิพย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการการก่อสร้างรถไฟสายดังกล่าว ถือเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สายที่ 2 ของ ร.ฟ.ท.ที่จะสามารถก่อสร้างได้ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2537 โดยสายแรกที่จะดำเนินการได้ก่อน คือ รถไฟสายเด่นชัยเชียงรายเชียงของ ซึ่งผลักดันมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำอีไอเอจะแล้วเสร็จอีก 12 เดือนนี้ หลังจากนั้นจึงจะยื่นอีไอเอและนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ปลายปีนี้ คาดว่าจะก่อสร้างได้ต้นปี 2557
ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า รถไฟสายนี้มีทั้งหมด 14 สถานี ผ่าน 6 จังหวัด คือ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และนครพนม เชื่อมการขนส่งสินค้าและการเดินทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่มุกดาหาร บริเวณสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 2 สามารถเชื่อมต่อได้ถึงเวียดนามและนครพนม ที่สะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3
ทั้งนี้ เป็นโครงการภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จึงคาดหวังว่า พ.ร.บ.จะผ่านการพิจารณา เพราะหากไม่ผ่านจะส่งผลกระทบกับโครงการแน่นอน
นายนิรัตน์ ตันสวัสดิ์ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ กล่าวว่า แนวเส้นทางก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ว่าง เช่น ไร่ปลูกมันสำปะหลัง เป็นต้น จึงไม่มีปัญหาที่ส่งผลกระทบกับประชาชนมากนัก มีเพียงพื้นที่ จ.มุกดาหาร และนครพนมเท่านั้น ที่ต้องเวนคืนสิ่งปลูกสร้าง เพราะสถานีอยู่ในเมือง







