
ปัจจัยลบไตรมาส 3
ไตรมาส 3 เป็นช่วงเวลาที่น่าหนักใจสำหรับนักลงทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกและภายในประเทศมากมาย ซึ่งผมได้รวบรวมมาไว้ในบทความสัปดาห์นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เราลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง โดยขอเริ่มที่ปัจจัยภายนอกก่อน
ไตรมาส 3 เป็นช่วงเวลาที่น่าหนักใจสำหรับนักลงทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกและภายในประเทศมากมาย ซึ่งผมได้รวบรวมมาไว้ในบทความสัปดาห์นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เราลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง โดยขอเริ่มที่ปัจจัยภายนอกก่อน
ปัจจัยแรก การลดเม็ดเงินของมาตรการ QE (คิวอี) ของ FED (เฟด) ซึ่งคาดกันว่าจะเริ่มทยอยลดลงในเดือน ก.ย.นี้ แล้วจะยกเลิกคิวอีในกลางปีหน้า
ปัจจัยที่สอง การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนบวกกับภาวะตึงตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนชุดปัจจุบันที่ต้องการจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะสมดุล ไม่เน้นการเติบโตที่มากเกินไป หลายๆ ธุรกิจในจีนเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าลดลง ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย เราจึงเห็นตัวเลขการส่งออกจากไทยไปจีนติดลบเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ปัจจัยที่สาม ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น เกาหลีเหนือเกาหลีใต้ สิทธิสภาพทางทะเลของจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาความไม่มีเสถียรภาพการปกครองในอียิปต์
ปัจจัยในประเทศ
ปัจจัยแรก การส่งออกเติบโตลดลงมากต่ำกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ ทำให้มีการปรับการคาดการณ์การส่งออกปีนี้ว่าอาจจะโตเพียง 35% เท่านั้น ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนตัวลงมาแถว 31 บาทกว่าต่อเหรียญสหรัฐ แล้วก็ตาม
ปัจจัยที่สอง อัตราการเติบโตของ (GDP) จีดีพีไทยไตรมาสแรกน่าผิดหวัง กอปรกับตัวเลขส่งออกที่แย่และการบริโภคภายในประเทศก็เติบโตลดลงหลังจากหมดอานิสงส์ของโครงการรถคันแรก ซึ่งทำให้คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น จึงต้องลดการบริโภคลง ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ก็มีผลกระทบไปด้วยจากรถคันแรก และภาวะหุ้นที่ตกลงมากในช่วงนี้หลายหน่วยงานมีการปรับคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไทย จากเดิมเฉลี่ย 4.85.3% เป็น 3.84.7%
ปัจจัยที่สาม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยประจำเดือน มิ.ย. ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ที่ระดับ 81.6 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 จีดีพีไทยอาจโตเพียง 23%
ปัจจัยที่สี่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ตปท.) มีความเห็นว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐบาลยังดึงดันจะทำต่อ ก็จะเปิดเวทีและกลุ่ม 40 สว. จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญไหม แต่รัฐบาลพยายามเร่ง พ.ร.บ.นี้เพื่อให้เสร็จเร็ว โดยคาดว่าน่าจะเข้าสู่วาระ 3 ในเดือน ก.ย.นี้ ถ้าไม่ผ่านสภาตามมารยาท รัฐบาลก็ต้องลาออก หรือนายกรัฐมนตรีอาจจะใช้วิธียุบสภา ซึ่งก็จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้นทันที
ปัจจัยที่ห้า โครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ถูกศาลปกครองสั่งให้ทำ Public Hearing ทำให้โครงการกว่าจะเริ่มได้คงเป็นปีหน้า เศรษฐกิจไทยต้องการตัวจักรที่จะมาช่วยปั๊มการเติบโตในครึ่งปีหลังนี้ ถ้าขาดโครงการน้ำกับเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนตัวลง
ปัจจัยที่หก กฎหมายปรองดองการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกระตุ้นให้การเมืองบนท้องถนนคุกรุ่นมากขึ้น อาจทำให้ยอดการลงทุนจริงไม่ถึง 8090% ของยอดขอ ขอรับส่งเสริมการลงทุนตามภาวะปกติ
ปัจจัยที่เจ็ด การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 ก.ค.นี้ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้คงเดิม แม้ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีและการส่งออกยังน่าเป็นห่วง แต่หนี้ครัวเรือนที่ 78% ของจีดีพีและยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น
จากปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ตลาดหุ้นไทยที่เคยเป็นสุดที่รักของนักลงทุนต่างชาติ ปัจจุบันถูกเทขายมากสุดในเดือนที่แล้วถึง 55,492 ล้านบาท และตลาดตราสารหนี้ก็โดนเทขายไป 46,314 ล้านบาท กลยุทธ์ช่วงนี้ คือ ขึ้น ขาย ลงยังไม่ซื้อเหมือนเดิมครับ







