posttoday
ส่องอุตสาหกรรมไทยใครรุ่ง-ร่วงในอาเซียน

ส่องอุตสาหกรรมไทยใครรุ่ง-ร่วงในอาเซียน

09 กรกฎาคม 2556

ช่วงนี้นอกจากต้องปรับตัวรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังต้องติดตามและปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

ช่วงนี้นอกจากต้องปรับตัวรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังต้องติดตามและปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเปลี่ยนไปว่า ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่จะได้รับผลบวกหรือลบอย่างไร

อิทธิชัย ยศศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ศึกษาความได้เปรียบทางการค้าของสินค้าอุตสาหกรรมไทย หลังการเปิดเออีซีในช่วงสิ้นปี 2558 เมื่อเทียบกับ 4 ประเทศ ที่ระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

ผลการศึกษาพบว่า ไทยมีอุตสาหกรรม 36 กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบต้องเร่งปรับตัว ในขณะที่อีก 4 ประเทศ พบว่าอุตสาหกรรมของมาเลเซียต้องปรับตัวน้อยสุด หรือเพียง 17 กลุ่ม สิงคโปร์ 42 กลุ่ม ฟิลิปปินส์ 43 กลุ่ม และอินโดนีเซีย 61 กลุ่ม

สำหรับอุตสาหกรรมของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันลดลง ทั้งหมด 13 อุตสาหกรรม เช่น เคมีภัณฑ์อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา กระดาษ เซรามิก

กลุ่มที่เริ่มสูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันมี 9 กลุ่ม เช่น เหล็กและเหล็กกล้า เฟอร์นิเจอร์ หนังเฟอร์/ เฟอร์เทียม เยื่อไม้หรือเยื่อที่ได้จากเส้นใยอื่น และกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหนักคือเสียเปรียบในการแข่งขันมากขึ้น มีทั้งสิ้น 14 อุตสาหกรรม เช่น เชื้อเพลิงจากแร่ ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม เครื่องหนัง รองเท้า

อิทธิชัย ชี้ว่า อุตสาหกรรมที่ไทยได้เปรียบมากขึ้นจากที่ได้เปรียบอยู่แล้ว มีอยู่ทั้งหมด 16 อุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก แก้วและเครื่องแก้ว ผลิตภัณฑ์จากเหล็กกล้า ซึ่งเมื่อเทียบกับอีก 4 ประเทศ แล้วพบว่าไทยมีจำนวนอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบมากขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย ที่ได้เปรียบเพิ่มขึ้น 17 กลุ่ม สิงคโปร์ 13 กลุ่ม อินโดนีเซีย 6 กลุ่ม และฟิลิปปินส์ 5 กลุ่ม

ขณะที่กลุ่มที่เสียเปรียบลดลงพบว่ามีทั้งหมด 16 กลุ่ม เช่น สิ่งพิมพ์ จักรไฟฟ้า/อุปกรณ์ไฟฟ้า ไม้ก๊อกและผลิตภัณฑ์ทำด้วยไม้ก๊อก สินแร่ ไหม

ด้าน ณัฏฐพล ณัฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อธิบายว่า กรอ.ได้ทำการศึกษาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยหลังการเปิดเออีซี พบว่ากลุ่มพลาสติกยานยนต์และชิ้นส่วนมีความได้เปรียบมากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ยางและเครื่องจักรได้เปรียบลดลง เหล็กและเหล็กกล้าเสียความได้เปรียบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเสียเปรียบมากขึ้น ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียเปรียบลดลง

งานศึกษาระบุถึง กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องปรับตัว โดยกลุ่มที่สามารถขยายตลาดได้เพิ่มเติม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มที่ต้องรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนไม้ อโลหะ ยาและอาหารแช่เยือกแข็ง ส่วนอุตสาหกรรมที่สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม ได้แก่ เคมีภัณฑ์ อโลหะ เครื่องสำอาง เหล็ก อัญมณีเครื่องประดับและอาหารแปรรูป

อย่างไรก็ตาม มีบางอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการร่วมผลักดันจากภาครัฐคือ กลุ่มที่ต้องผลักดันมาตรฐานการยอมรับร่วมกับประเทศในอาเซียน ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน พลาสติก ปิโตรเคมี กลุ่มที่ต้องผลักดันกลไกหารือ เพื่อขจัดมาตรการที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ อาหาร น้ำตาล พลาสติก ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์และยาง

ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่ไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันคือ อุตสาหกรรมต้นน้ำหรือกลุ่มใช้แรงงานสูง ส่วนที่มีแนวโน้มว่าความสามารถในการแข่งขันจะดีขึ้นคือ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ซึ่งชี้นำได้พอสมควรว่าอุตสาหกรรมใดควรได้รับการส่งเสริมให้อยู่ในประเทศต่อ และต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าไปรองรับ และอุตสาหกรรมใดต้องเร่งผลักดันให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน