
สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
.....ดร.นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ
“สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ” คำกล่าวข้างต้นเป็นหลักในการดำเนินชีวิตให้รู้จักปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ และไม่ใช่สิ่งเกินเลย หากจะนำคำพูดนี้มาใช้กับวิกฤตการเมืองไทยในขณะนี้ที่นับว่าร้ายแรงที่สุดในรอบ 18 ปี ผมอยากจะชวนทุกคนลองมองวิกฤตครั้งนี้อีกครั้ง แต่มองด้วยสายตาของผู้มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ มองหาโอกาสที่เราจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วครั้งนี้ เราลองมาช่วยกันมองด้วยกันครับผมขอยกตัวอย่างการพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่เคยถูกปกครองจากญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวเกาหลีถูกห้ามมิให้ใช้ภาษาเกาหลี หรือแสดงวัฒนธรรมเกาหลี ผู้หญิงจะถูกคร่าไปบำเรอทหารญี่ปุ่น ใครที่คิดจะต่อต้านและเรียกร้องเอกราชจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศถูกแบ่งแยกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ แถมยังต้องเผชิญวิกฤตความยากจน แต่จากความขมขื่น ความแร้นแค้น และความลำบากสารพัด ในที่สุดเกาหลีใต้ก็พลิกฟื้นประเทศโดยใช้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ จนขึ้นมายืนหยัดบนเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างยิ่งใหญ่ มีแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลกอย่างแอลจี ซัมซุง ฮุนได แซงหน้าแบรนด์ชั้นนำของญี่ปุ่น มีการส่งออกสินค้าเชิงวัฒนธรรมไปทั่วโลก สามารถหยิบฉวยเอาประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาสร้าง GDP ให้กับประเทศได้อย่างน่าอัศจรรย์
หรือแม้แต่จีนที่ถูกปกครองโดยญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกเช่นเดียวกัน ซึ่งกรณีการสังหารหมู่ที่เมืองนานกิงของทหารญี่ปุ่น (The Rape of Nanjing) ได้สร้างความขมขื่นให้กับชาวจีนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเศรษฐกิจของจีนในยุคหลังสงครามประสบความลำบากมาก ประชาชนอดอยากแร้นแค้น มีเป็นจำนวนมากที่อพยพออกไปแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในต่างประเทศ โดยเดินทางล่องเรือแบบเสื่อผืนหมอนใบมาแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิต จนสร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเจ้าสัวใหญ่ ดังตัวอย่างในภูมิภาคอาเซียนเกือบทุกประเทศ
แม้ว่าชาวจีนจะประสบความยากลำบากทั้งจากการถูกปกครองโดยญี่ปุ่น และจากสภาพความเป็นอยู่ที่อัตคัดขัดสน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือความพยายามต่อสู้กับอุปสรรคเหล่านั้น พยายามมีความหวังกับชีวิต มองโลกในแง่ดี จนในที่สุดจีนก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ โดยในปี 2010 คาดว่าจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก หรือ 8.42% เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว
ล่าสุดคือ การปะทุระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งอยาฟียาพลายูร์คูล ในไอซ์แลนด์ (Eyjafjallajokull Volcano) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ผลกระทบจากเถ้าถ่านภูเขาไฟทำให้การจราจรทางอากาศเป็นอัมพาตทั่วยุโรป ทำให้ต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วมากกว่า 4 หมื่นเที่ยวบิน มีความรุนแรงกว่าการยกเลิกเที่ยวบินหลังเหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. 2001 ที่มียอดการยกเลิกเพียง 6,000 เที่ยวบิน โดยภัยพิบัติครั้งนี้ทำอุตสาหกรรมการบินโลกเสียหายราววันละ 6,446 ล้านบาท
แต่หากมองในมุมกลับถือว่าประเทศไทยเราน่าจะได้รับประโยชน์ดังกล่าวโดยตรง เนื่องจากเมื่อผู้โดยสารไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ก็จะมาใช้จ่ายในไทยต่อไป รวมไปถึงนักท่องเที่ยวก็จะหันมาเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแทน โดยพบว่ายอดจองโรงแรมของเชียงใหม่ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมาเต็มหมด รวมถึงยอดจองโรงแรมทั่วภูเก็ตก็เต็ม และผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ คือดินที่เกิดจากการผุพังสลายตัวของเศษหินภูเขาไฟในบริเวณนั้นจะมีแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นอาหารของพืชสะสมอยู่ในดินอย่างมากมาย กลายเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและอุตสาหกรรมในอนาคต
หากมองย้อนกลับมายังวิกฤตการเมืองไทยในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมอยากจะชวนมองในแง่ดีว่า ณ ขณะนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยทั้งประเทศหันมาตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะร่วมกันสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่จะต้องจัดการนโยบายการเมืองให้มีประสิทธิภาพ มีการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ทุกคนได้รับประโยชน์
รวมไปถึงการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองให้มีความเข้มแข็ง และที่สำคัญจะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการศึกษา เพราะจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกันทั้งในแง่ของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการมีส่วนร่วมในการช่วยกันสร้างสังคมการเมืองที่เป็นนิติรัฐและมีความสันติสุข







