
ญี่ปุ่นแห่ลงทุนไทยต่อเนื่อง
บิ๊กสหพัฒน์ชี้โอกาสเอสเอ็มอีพัฒนา ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่งฉุดกำลังซื้อวูบต่อ
บิ๊กสหพัฒน์ชี้โอกาสเอสเอ็มอีพัฒนา ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่งฉุดกำลังซื้อวูบต่อ
ทุนญี่ปุ่นไหลเข้าไทยต่อเนื่อง สหพัฒน์ชี้โอกาสเอสเอ็มอีไทยปรับตัวเรียนรู้เทคโนโลยี ผนึกซูรูฮะบุกอาเซียน
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยลงทุนในจีนแล้วถอนการลงทุนมาไทยแทน โดยขณะนี้ไทยอยู่อันดับ 2 ที่กลุ่มทุนญี่ปุ่นมาลงทุนมากสุดในภูมิภาคอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ส่วนเวียดนามเป็นอันดับ 3
“ทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาหากเป็นการลงทุนเพื่อผลิต หรือทำการค้าไม่น่าเป็นห่วงแต่หากมาลงทุนเพื่อโกยเงิน หรือซื้อหลักทรัพย์ไม่ดี” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น จนหลายฝ่ายเกรงว่าจะกระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยนั้น นายบุณยสิทธิ์มองว่าไม่น่าส่งผลกระทบ แต่จะเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีไทยที่ต้องปรับตัว ปรับปรุงคุณภาพรับการแข่งขัน และใช้โอกาสนี้เรียนรู้เทคโนโลยีญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาธุรกิจ หากทำได้จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมากกว่าแข่งขันกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทย คือ อำนาจการซื้อในประเทศอ่อนลง ภาคครัวเรือนมีหนี้มากเกินไป ทำให้โอกาสซื้อขายน้อยลง รวมไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว
นายบุณยสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุดว่า น่าจะดีกว่าเดิมเพราะเวลาปรับ ครม.แต่ละครั้งน่าจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ แต่ต้องรอติดตามผลงานรัฐบาลก่อนจึงจะประเมินได้อีกครั้ง
“ขณะนี้การเมืองแม้จะไม่นิ่งนักแต่ก็ไม่เลวร้ายอะไรมาก ที่สำคัญคือนโยบายของรัฐบาลต้องดูแลค่าบาทให้ดีที่สุดแล้วจะแก้ปัญหาได้หมดเลย ตอนนี้ยังแข็งค่าเกินไป” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ล่าสุดสหพัฒน์ยังมีแผนร่วมกับบริษัท ซูรูฮะ ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้บริษัทร่วมทุน คือ ซูรูฮะ (ประเทศไทย) มองหาโอกาสขยายธุรกิจดรักสโตร์ ร้านซูรูฮะไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดที่พม่า กัมพูชาและเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 23 ปีจากนี้หลังจากสร้างฐานตลาดในประเทศไทยแข็งแกร่งแล้ว
ด้านนายอาคิโอ ทาคาเสะ กรรมการบริหารบริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของบริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่นได้วางเป้าหมายเปิดสาขาทั่วโลกให้ได้ถึง 2 หมื่นสาขา จากปัจจุบันที่มี 1,074 สาขาในญี่ปุ่น โดยจะรุกในทุกภูมิภาคทั่วโลก
ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนมองว่าจะสามารถขยายได้ในหลายประเทศ อาทิ ไทย อินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเบื้องต้นจะอาศัยความสัมพันธ์และเครือข่ายที่สหพัฒน์มีในพม่า กัมพูชา และเวียดนามเพื่อขยายธุรกิจ โดยมองว่า 3 ประเทศดังกล่าว เป็นตลาดที่มีศักยภาพและโอกาสทางการตลาด
“การขยายธุรกิจให้ได้ 2 หมื่นสาขายังไม่กำหนดระยะเวลา แต่วิธีการที่ทำได้รวดเร็วคือมองการควบรวมกิจการ หรือการร่วมทุนในลักษณะเดียวกับการร่วมทุนกับสหพัฒน์” นายทาคาเสะ กล่าว
ด้านแผนงานในไทยนั้น ตั้งเป้าจะขยายสาขาได้ครบ 100 สาขาภายใน 5 ปี แต่คาดว่าจะขยายได้เร็วกว่าเป้าที่วางไว้ หรือภายใน 23 ปีจากนี้ หลังจากเริ่มเปิดสาขาแรกในปลายปี 2555 ปัจจุบันมีสาขาแล้ว 5 แห่ง ตั้งเป้าปีนี้เพิ่มเป็น 25 สาขา คาดรายได้ 200 ล้านบาท และจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เมื่อขยายครบ 100 สาขา
ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 1 ปีในไทยซูรูฮะได้เปิดร้านใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และเป็นขนาดเท่าร้านต้นแบบของซูรูฮะในเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น โดยมีขนาดกว่า 1,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซปต์ วัน สต็อป ช็อปปิ้ง และมีสินค้าทุกหมวดแบ่งเป็นกลุ่มยา อาหารเสริม อุปกรณ์การแพทย์ 25% เครื่องสำอาง 25% ของใช้ส่วนตัว 25% ของใช้ทั่วไปในบ้าน 20% อาหารแห้ง ขนมเครื่องดื่ม 5% มีสินค้ารวมกว่า 1 หมื่นรายการ







