posttoday
จับตาจุดเปลี่ยนการค้าโลก 3 ความร่วมมือกระทบไทย

จับตาจุดเปลี่ยนการค้าโลก 3 ความร่วมมือกระทบไทย

05 กรกฎาคม 2556

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์


เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลกเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการค้าบนเวทีโลกจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงตามอย่างต่อเนื่อง จากการเจรจาแบบ “หนึ่งต่อหนึ่ง” เริ่มมีการรวมกลุ่มกันระหว่างประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์

นอกจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว ภายใน 2 ปีจากนี้ ยังมีความร่วมมืออีกหลายกลุ่มที่จะเกิดขึ้นและเข้ามามีบทบาทต่อทั้งอาเซียนและไทย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อประเทศและผู้ประกอบการที่ไม่มีแผนรุกและตั้งรับ “สิ่งใหม่” เหล่านี้

อภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานบริหารสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพเล่าว่า ความร่วมมือกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ซึ่งเปรียบเสมือนการขยายตลาดของกลุ่มเออีซี

จากเดิมอาเซียนมีสมาชิกเพียง 10 ประเทศ แต่เนื่องจากมีการเจรจาการค้ากับเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่นอกภูมิภาคในลักษณะ ASEAN+1 อีกหลายประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประกอบกับแต่ละประเทศมีการค้าขายกันโดยตรงอยู่แล้ว อาเซียนจึงถือโอกาสยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางการเจรจา เตรียมแผนจัดตั้ง RCEP อันประกอบด้วยสมาชิก 16 ประเทศ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

เป้าหมายหลักในการรวมตัวคือ การพัฒนาความตกลงการค้าเสรีเดิมที่มีอยู่กับแต่ละประเทศให้มีลักษณะใกล้เคียงกันและมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การลดภาษีสินค้าและบริการต่างๆ ให้เหมือนกัน เอื้อประโยชน์ต่อการนำวัตถุดิบจากประเทศคู่ค้ามาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งออกไปทั้งประเทศในกลุ่มและนอกกลุ่ม ยกระดับซัพพลายเชนของประเทศสมาชิก

“RCEP มีฐานตลาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง แค่เฉพาะจีนและอินเดีย 2 ประเทศ ก็มีประชากรกว่า 2,000 ล้านคนแล้ว ศักยภาพของกำลังซื้อยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามอำนาจซื้อของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น”

อภิรดี บอกอีกว่า อีกหนึ่งความร่วมมือที่จะละเลยไม่ได้ คือ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ TPP ที่มีแกนหลักคือสหรัฐ

ปัจจุบัน TPP มีสมาชิก 11 ประเทศ ข้อสังเกตคือ ในจำนวนดังกล่าวมีสมาชิกใน RCEP อยู่ถึง 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ ยังมีผู้สังเกตการณ์รอเป็นสมาชิกใหม่อีก 1 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่ามีถึง 7 ประเทศที่กำลัง “ยืน 2 ขา”

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือมาตรฐานด้านต่างๆ ของ TPP สูงจนดูเหมือนไม่ได้มีเจตนาสร้างเขตการค้าเสรีระหว่างกันมากนัก แต่เน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานแรงงาน ระเบียบวิธีศุลกากร ทรัพย์สินทางปัญญา การแข่งขัน และการจัดการข้อพิพาทมากกว่า

หากความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ตามมาคือ หากประเทศที่ “ยืน 2 ขา” ต้องการนำมาตรฐานของ TPP มาใช้กับ RCEP ในอนาคต ไทยจะมีความพร้อมรับมือหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ TPP จะมีเป้าหมายให้สรุปข้อตกลงทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในปีนี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะเกิดได้ทันแน่นอนหรือไม่ เพราะสมาชิก TPP แต่ละประเทศถูกขอให้ “ปิดข่าว”

อีกกลุ่มหนึ่งคือ Pacific Alliance หรือ PAที่มี 4 ประเทศละตินอเมริกา ได้แก่ ชิลี โคลัมเบีย เม็กซิโก และเปรู แม้แต่ละประเทศจะมีขนาดเล็กแต่เมื่อรวมกลุ่มจะมีจีดีพีถึง 36% ของแถบละตินอเมริกาและมีจีดีพีสูงกว่าอินเดีย ทั้งหมดมีเป้าหมายจะรุกตลาดเอเชีย

นอกจากนี้ สมาชิก PA ยังมีวัฒนธรรมใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าอาเซียน ทำให้การเคลื่อนย้ายคนไปมาระหว่างกันทำได้ง่ายกว่าอาเซียน และสามารถดำเนินแผนการค้าเสรีไปได้แล้วถึง 90% จากความต้องการเปิดแบบเต็มรูปแบบในปี 2558

สินค้าเด่นของสมาชิก PA หากบุกมายังอาเซียน ได้แก่ ปลาป่น แร่ธาตุ ผลไม้เมืองหนาวและผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น องุ่นและไวน์

ความร่วมมือทั้งหมดนั้น แทบจะลืมเรื่องลดภาษีไปได้เลย เพราะสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องให้ความสำคัญ คือกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ศุลกากร แรงงาน ที่อาจเกิดขึ้นจากการเจรจา จนท้ายที่สุดอาจมีการ “บูรณาการ” ระหว่างความตกลง

“ภาครัฐต้องบูรณาการกันระหว่างหน่วยงาน ให้กระบวนการตั้งแต่ต้นยันปลายราบรื่น เอกชนก็ต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการของตัวเอง และรู้ข้อดีข้อเด่นของวัตถุดิบที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจตัวเองด้วย”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน