
ลงทุนไทยในความเสี่ยง ศก.โลก การเมือง แรงงาน
แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงมองสถานการณ์การลงทุนของไทยในระยะยาวในทางบวก
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงมองสถานการณ์การลงทุนของไทยในระยะยาวในทางบวก เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนยังขยายตัวในอัตราสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของโลก และรัฐบาลไทยมีโครงการการลงทุนทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่ในระยะสั้นนักลงทุนยังต้องระมัดระวัง เนื่องจากหลายปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังอาจกระทบต่อสถานการณ์การลงทุนได้
ปัจจัยดังกล่าว อาทิ อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนแรงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสำคัญอย่างสหรัฐและญี่ปุ่นยังไม่เสถียร ล่าสุดที่เข้ามาเพิ่มความกังวลใหม่ คือ จีนที่พยายามจะดำเนินมาตรการต่างๆ เบรกความร้อนแรงของภาคธนาคารจนอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
จากข้อมูลเศรษฐกิจในประเทศล่าสุดที่ออกมาก็ไม่ดีนัก โดยการส่งออก ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนหดตัว 5.25% 7.8% และ 3.3% ตามลำดับ สำนักเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ก็ลดประมาณการจีดีพีปีนี้เหลือก 4.5% จาก 4.8-5.8%
“อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า แม้ระยะยาวคาดว่าการลงทุนจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่สำหรับครึ่งหลังของปีนี้ ผู้ประกอบการก็ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจยุโรปที่คาดว่าจะทรุดตัวยาว เศรษฐกิจจีนก็เริ่มชะลอตัว ในขณะที่ในประเทศก็เริ่มมีสถานการณ์การเมืองให้ติดตาม
อย่างไรก็ตาม เลขาฯ บีโอไอ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะมีความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ถือว่าอยู่ในจุดที่กระทบกับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจนต้องเกิดการปรับแผนการลงทุน เนื่องจากในโครงการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เอกชนจะมีการประเมินระยะยาวก่อนตัดสินใจลงทุนอยู่แล้ว ประกอบกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมาตอนนี้ ส่วนหนึ่งมองในเรื่องการจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจเติบโตสูงและโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมเท่าไทย เช่น พม่า กัมพูชา เวียดนาม และลาว
“การลงทุนจำนวนมากกำลังจะเกิดขึ้น เพราะจากสถิติในอดีตที่ผ่านมาผู้ประกอบการจะมีการลงทุนประมาณ 80-90% ของยอดการขอรับส่งเสริมฯ ทั้งหมด”
โดยคาดว่าปีนี้จะมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่ง 5 เดือนแรกของปีนี้มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมายังบีโอไอแล้ว 919 โครงการ เพิ่มขึ้น 18% มูลค่าเงินลงทุนรวม 5.65 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% เป็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) 526 โครงการ มูลค่าลงทุน 2.56 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4%
ด้าน “วัลลภ วิตนากร” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลงทุนไทยยังต้องระมัดระวัง เพราะแม้การขอรับการส่งเสริมการลงทุนมาที่บีโอไอจะเข้ามามาก ก็ไม่ใช่นักลงทุนจะลงทุนทันที แต่จะมีเวลาตัดสินใจอีก 2 ปี ดังนั้นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องสร้างบรรยากาศที่ดึงการลงทุนให้อยู่กับไทย
“นักลงทุนมีเวลาในการตัดสินใจ เขาจะดูว่าที่รัฐบาลบอกว่าจะลงทุนนั้นลงทุนจริงไหม ดูบรรยากาศทางการเมืองและเรื่องของแรงงาน เหล่านี้ล้วนกระทบกับการลงทุนโดยตรงทั้งสิ้น ไทยต้องทำทั้ง 3 ปัจจัยให้นักลงทุนเชื่อถือ” วัลลภ กล่าว
รองประธาน ส.อ.ท. เห็นว่าเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ได้ประเด็นที่ไทยต้องปรับมากที่สุด คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานขั้นพื้นฐาน และแรงงานสายอาชีพ ส่วนแรงงานที่จบปริญญาตรีขึ้นไปจะขาดกลุ่มวิศวกร ไอที โลจิสติกส์ และที่เป็นปัญหาใหญ่ คือ ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศของแรงงานไทย
อย่างไรก็ตาม วัลลภวลลภมองว่าประเทศไทยซึ่งมีที่ตั้งอยู่ตรงกลางประเทศอาเซียนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งถูกรายล้อมด้วยประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม จะดึงเงินลงทุนเข้ามาในไทยได้ต่อเนื่อง เพราะผู้ผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ จะใช้ไทยเป็นฐานผลิตส่งออกไปประเทศในอาเซียนและเอเชียอื่นๆ เห็นจากยอดการขอรับการส่งเสริมฯ ของทั้งไทยและต่างชาติที่เข้ามายังบีโอไอที่ยังอยู่ในระดับสูง
ต่างจากอินโดนีเซียที่มีเงินลงทุนโดยตรงไหลเข้า
อย่างไรก็ตาม
ต่อเนื่องและมากกว่าไทย แต่ก็เป็นการลงทุนเพื่อผลิตและขายในประเทศเนื่องจากอินโดนเซียเป็นตลาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรกว่า 200 ล้านคน
ด้าน “สมชาย หาญหิรัญ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ในระยะยาวการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในไทยจะเป็นอุตสาหกรรมขั้นกลางและเป็นอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีสูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยเป็นฐานผลิตสำคัญอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และอีกแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นคือ การตามเข้ามาลงทุนของเอสเอ็มอีโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ที่จะใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตเพื่อป้อนให้กับผู้ผลิตรายใหญ่







