
โบรกเกอร์หวั่นการเมืองป่วนระวังสถาบันทิ้ง
นักวิเคราะห์หวั่นการเมือง นักลงทุนสถาบันในประเทศทิ้งหุ้น เป็นความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง
นักวิเคราะห์หวั่นการเมือง นักลงทุนสถาบันในประเทศทิ้งหุ้น เป็นความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยในงานเสวนา “มองหุ้นไทย...ในมุมนักวิเคราะห์” ว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้บริษัทได้เริ่มมองปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุน โดยให้น้ำหนักถึง 30% เท่ากับน้ำหนักที่มองปัจจัยเสี่ยงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ จะมีการเปิดประชุมสภาเพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญทั้ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาครัฐ โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท และบริหารจัดการน้ำอีก 3 แสนล้านบาท เพราะจะเป็นไม้ต่อที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศต่อจากการบริโภคของประชาชน
นอกจากนั้นยังมีข้อกังวลเรื่องนักลงทุนสถาบันในประเทศถือครองหุ้นมากเกินไป โดยกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่มียอดซื้อในปี 2552 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท มีต้นทุนดัชนีที่ระดับ 670 จุด จนปัจจุบันนี้มูลค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นเท่าตัวมาอยู่ที่ระดับกว่า 6 หมื่นล้านบาท และในปี 2556 นี้ ครบกำหนด 5 ปี ที่กองทุน LTF ก้อนนี้สามารถไถ่ถอนได้ แต่ก็ไม่พบว่ามีแรงขายออกมา และที่สำคัญนักลงทุนสถาบันกลับมียอดซื้อสุทธิหุ้นรวมแล้ว 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงจะถูกขายออกมา แต่เชื่อว่าจะทยอยขาย
นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทยังมองเป้าหมายดัชนีหุ้นสิ้นปีอยู่ที่ 1,570 จุด คิดบนพีอีที่ระดับ 15 เท่า เพราะเชื่อว่ากำไรของ บจ.จะโต 23%
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ในช่วง 12 เดือนนี้ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะดี เพราะเริ่มเห็นเงินทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้าซื้อในตราสารหนี้ หุ้นและฟิวเจอร์ส นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงายวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปจะถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรของ บจ. นายเกียรติก้อง เดโช หัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในระยะสั้นนี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับไปแตะที่ 1,550 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของไทยที่คาดว่าจะมีการเติบโตขึ้นและนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามา
นายเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนลดลงเหลือ 10-15% ในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน โดยลดลงจาก 15-30% และจะมีความผันผวนมากขึ้น
“ครึ่งปีหลังแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนตราสารตลาดเงิน เพราะดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง และเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะกลาง กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นไทย พร้อมกับคงน้ำหนักการลงทุนทองคำไว้ 12-15% ของพอร์ต”







