
"โมบายคอมเมิร์ซ" อาวุธการตลาดยุคดิจิตอล
สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ปัจจัยเสริมคนไทยใช้เน็ตเพิ่มขึ้นเผยพฤติกรรมติดโซเชียลซื้อของออนไลน์
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. ได้สำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยปี 2556 เพื่อให้เห็นแนวโน้มการใช้งาน และเป็นการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สพธอ. เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการตอบแบบสอบถามโดยผู้ใช้เน็ตรวมกว่า 2.3 หมื่นราย และมีสัดส่วนจากต่างจังหวัดประมาณ 55% เท่ากับเป็นดัชนีที่ชี้วัดได้ทั้งประเทศ จากหลายครั้งที่ผ่านมาจะกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ เป็นหลักมากกว่า และการกระจายการสำรวจนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลหลายส่วนที่แตกต่างออกไป
ผลสำรวจพบว่าคนไทยใช้เน็ตเฉลี่ย 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากการเติบโตของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต รวมถึงโครงข่ายมือถือที่ให้บริการ 3จี และสอดคล้องกับการสำรวจที่พบว่า อุปกรณ์พกพากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คนใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แบ่งเป็นโน้ตบุ๊ก 67% สมาร์ทโฟน 69% และแท็บเล็ต 35% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เชื่อว่าใน 1-2 ปีนี้ อุปกรณ์พกพาจะมีอิทธิพลสำคัญในโลกออนไลน์ ขณะที่การใช้ผ่านคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป แม้จะสูงที่สุดคือ กว่า 70% แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การใช้ส่วนใหญ่เป็นการรับส่งอีเมล การค้นหาข้อมูล และการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่การค้นหาข้อมูลจะเป็นเรื่องของสินค้าและบริการที่จะนำข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ รวมถึงการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นธุรกิจต่างๆ ควรต้องทำเว็บไซต์และใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กให้เป็นประโยชน์มากขึ้นในการทำอีคอมเมิร์ซ
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าโซเชียลมีเดียที่ใช้กันอยู่ 92% ใช้เฟซบุ๊กจนกลายเป็นโซเชียลมาตรฐานไปแล้ว และ 63% เป็นกูเกิ้ลพลัส ที่ต่างจังหวัดมีการใช้งานแพร่หลาย และไลน์มีการใช้ 61% ถือว่ามาแรงมากในกลุ่มวัยรุ่น
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานได้กล่าวถึงปัญหาในการใช้อินเทอร์เน็ตในไทยว่า ยังช้ากว่าที่ควรแม้ว่าจะมีการโฆษณาความเร็วเพิ่ม แต่ยังมีปัญหาเรื่องความเร็ว และค่าใช้จ่ายรายเดือนยังสูงอยู่ รวมถึงบริการที่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เท่าที่ควร แสดงว่าภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาดูแลตรงนี้มากขึ้น
ขณะที่ สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้และนำโซเชียลเน็ตเวิร์กไปใช้งานโดยเร็ว และต้องทำให้เป็นอีคอมเมิร์ซ นั่นคือสามารถจ่ายเงินได้ทันที ไม่ต้องเดินไปโอนเงินผ่านเอทีเอ็มอีก เพื่อสร้างยอดขายแบบทันที แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่ คือ โซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีการใข้งานแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ กูเกิ้ลพลัส อินสตาแกรม ไลน์ หรือยูทูบนั้นเป็นของต่างประเทศทั้งหมด
เท่ากับว่าข้อมูลผู้ใช้ของไทยอยู่กับผู้ให้บริการต่างประเทศ และหากวันหนึ่งบริการเหล่านี้คิดค่าใช้จ่ายขึ้นมา จะเป็นอุปสรรคบนโลกออนไลน์ที่น่าห่วง
“สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตคืออุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มการใช้งาน ซึ่งกูเกิ้ลพลัสมีอัตราการใช้สูงจนน่าตกใจ ขณะที่อินสตาแกรมและยูทูบก็เป็นเครื่องมือที่มีการใช้งานมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องนำไปประยุกต์ใช้” สมหวัง กล่าว
ภาวุธ วงศ์พิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไลน์และอินสตาแกรมมีการเติบโตสูงมาก แสดงให้เห็นว่าการใช้งานผ่านโมบายเพิ่มบทบาทมากขึ้น และเชื่อว่า 12 ปีจากนี้จะเป็นอุปกรณ์หลัก ซึ่งธุรกิจต้องปรับตัวมาทำธุรกิจบนโมบายให้มากขึ้น
ขณะที่อุปสรรคเรื่องการทุจริต หลอกลวงบนโลกออนไลน์นั้น ทางสมาคมกำลังเร่งรวบรวมแบล็กลิสต์บุคคลที่กระทำผิดในลักษณะนี้ ซึ่งปัจจุบันแต่ละเว็บแยกเก็บกันอยู่แล้ว จะมีการรวมเป็นศูนย์กลางเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก
“ยอดการซื้อขายผ่านโมบายเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทางตลาดดอทคอมมียอดคนเข้าชมผ่านมือถือเพิ่มเป็น 20% ของยอดผู้ชมทั้งหมด และมียอดสั่งซื้อคิดเป็น 11% ของยอดรวม และเฉลี่ยผู้ใช้มีอายุสูงขึ้น แสดงว่าอุปกรณ์โมบายช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสินค้าด้วย” ภาวุธ กล่าว
สำหรับปัจจุบันยอดผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยมีประมาณ 19 ล้านราย ทวิตเตอร์กว่า 2 ล้านราย อินสตาแกรมกว่า 8 แสนราย ยูทูบกว่า 1.8 ล้านวิดีโอ ถือเป็นประเทศที่มีกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กในระดับสูง ภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยการใช้เครื่องมือทางออนไลน์เพื่อเข้าให้ถึงผู้บริโภค และสร้างระบบอีคอมเมิร์ซที่เอื้อต่อการสร้างยอดขาย







