
ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยวังเวง
เศรษฐกิจไทยวังเวงครึ่งปีหลังยังขาดปัจจัยหนุน กำลังซื้อยังชะลอตัว คาดสินค้าแข่งรุนแรงดันยอดขาย
เศรษฐกิจไทยวังเวงครึ่งปีหลังยังขาดปัจจัยหนุน กำลังซื้อยังชะลอตัว คาดสินค้าแข่งรุนแรงดันยอดขาย
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยอมรับว่า ในสถานการณ์การส่งออก 5 เดือนแรกปีที่ขยายตัว 2% และการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มแผ่วตัวลงชัดเจน รัฐบาลคงทำอะไร ไม่ได้มากนัก โดยนายกิตติรัตน์ ระบุเพียงว่า “เมื่อเขาแผ่วกันทั้งโลก เราก็แผ่วกับเขาก็แล้วกัน”
ด้านนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตกรรมการนโยบายการเงิน กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวสูงสุดไม่เกิน 4.5% และเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวเพียง 4% เท่านั้น เพราะปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะการส่งออกที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกไม่ดี ส่วนข้อดีที่เห็นตอนนี้ คือ อัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำ
ขณะที่การเบิกจ่ายเงินลงทุนของรัฐบาลจากพ.ร.ก.กู้เงินลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และร่างพ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ยังไม่มีความแน่นอน และปีนี้จะน่าเบิกจ่ายเงินได้ไม่มาก ส่วนการดำเนินนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศก็ทำได้ยาก เพราะรัฐบาลอยู่ในภาวะกระเป๋าฉีก เนื่องจากกระตุ้นการบริโภคก่อนหน้านี้
“การส่งออกเอาแน่ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของตลาดโลก การลงทุนน้ำก็ยังลูกผีลูกคน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท กว่าจะเบิกจ่ายได้ต้องเตรียมงานอีกหลายขั้นตอน กำลังซื้อในประเทศก็แผ่วลง และไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว และส่วนตัวก็คิดว่ารัฐบาลไม่ต้องกระตุ้นอะไรแล้ว เดี๋ยวจะถังแตก ปีนี้เป็นปีที่วังเวงและมีแต่ต้องทำใจ”นายพลายพลกล่าว
นายพลายพล ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ รัฐบาลควรเน้นการแก้ปัญหาเรื้อรังที่เกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา เช่น รายได้ภาครัฐที่ลดลงจากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล การแก้ปัญหาหนี้เสียสถาบันการเงินของรัฐ หนี้สาธารณะ เช่น ธนาคารอิสลาม และเอสเอ็มอีแบงก์
ส่วนความหวังว่าจะมีนโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยเข้ามาช่วย คงเป็นไปได้ยาก เพราะดอกเบี้ยตอนนี้ก็ต่ำแล้ว กนง.คงไม่ลดดอกเบี้ยลงมาอีก และที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกนง.ครั้งล่าสุดก็ไม่ได้ผลอะไร โดยสถาบันการเงินต่างๆไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่กนง.ส่งสัญญาณ
นายพลายพล กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจครั้งปีหลังดูเหมือนวังเวง แต่ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในโหมดการขยายตัวที่ดี และน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 56% เนื่องจากการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐทั้งการลงทุนระบบน้ำและขนส่งจะเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นที่จะขยายตัวได้ดีในปีหน้า
แนะรัฐเร่งเครื่องส่งออก-เบิกงบ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งรัดในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวตามที่สศช.ได้ประมาณการณ์ไว้ที่ 4.25.2% คือ การเร่งรัดการส่งออก โดยเฉพาะการระบายสินค้าเกษตรที่ค้างในสต็อกและการส่งออกสินค้าของเอสเอ็มอี
“ตอนนี้เราต้องเร่งรัด 22 มาตรการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ต้องเน้นให้มาก คือ การกระตุ้นการส่งออกทั้งการระบายสินค้าเกษตรในสต็อก การส่งออกของเอสเอ็มอี ซึ่งผ่านมาต้องยอมรับว่าการส่งออกต่ำกว่าเป้ามาก กระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานหนักขึ้น ต้องไปโรดโชว์หาตลาดเพิ่มขึ้น”นายอาคมกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนการเบิกจ่ายเงินกู้ลงทุนน้ำและขนส่งที่ต้องรอกระบวนการทางกฎหมายก็ต้องมีการเตรียมโครงการให้พร้อมล่วงหน้า
นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 44.5% จากเดิมที่คาดว่า เศรษฐกิจจะเติบโต 4.55% เพราะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการลงทุนในประเทศหายไปจากโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่อาจผิดกฎหมาย
ลูกค้าชะลอใช้เงินสินค้าซึม
นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหารบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ครึ่งปีแรกของปี 2556 มียอดจำหน่ายที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 1.09 ล้านคัน เท่ากับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปรับราคารับจำนำข้าว, อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท, ราคาพืชผลทางการเกษตร ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร จึงคาดว่าภาพรวมตลาดจะลดลงเหลือ 2 ล้านคัน จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2.15 ล้านคัน
“แม้รัฐบาลจะยืดอายุการรับจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อตันออกไปถึงเดือน ก.ย. แต่ยังมีความกังวลด้านรายได้หลังจากที่สิ้นสุดโครงการดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเริ่มชะลอตัว”นายสุชาติ กล่าว
นอกจากนี้ ส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีการกระตุ้นด้านเศรษฐกิจอื่นๆเพื่อเอาใจกลุ่มคนรากหญ้าและประชานิยม ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นไม่ให้ลดลงมากนัก
สำหรับบริษัทยังคงเป้าหมายการจำหน่ายในปี 2556 ไว้ที่ 1.58 ล้านคัน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเดือน ก.ย. ที่โครงการรับจำนำข้าวสิ้นสุดลงว่าส่งผลต่อตลาดรถจักรยานยนต์อย่างไร ซึ่งอาจมีการปรับแผนและทิศทางการทำตลาดเพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายต่อไป
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล และประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม กล่าวว่า กำลังซื้อของคนไทยช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มไม่ดีเช่นเดิม แม้รัฐบาลจะปรับราคารับจำนำข้าวขึ้นมาเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อตันเช่นเดิม แต่ก็ไม่ได้มีผลช่วยให้กำลังซื้อดีขึ้น เพราะช่วงที่เคยรับจำนำ 1.5 หมื่นบาท กำลังซื้อก็ไม่ดีอยู่แล้ว เนื่องจากเกษตรกรที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้มีส่วนน้อย และกำลังซื้อที่ไม่ดี ยังมาจากปัจจัยอื่นกระทบด้วย เช่น ของแพง และน้ำมันแพง
นายบาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยและอินโดจีน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดเผยว่า สภาพเศรษฐกิจโลกและจีนที่ชะลอตัว แต่มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจในอาเซียน ยังเป็นภูมิภาคที่เติบโตที่สูง โดยเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบบ้าง จากการผันผวนเศรษฐกิจโลกและจีน
“การเติบโตของจีดีพีของประเทศ เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องปกติ ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยโดยรวมค่อนข้างนิ่ง แต่ระยะยาวมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในขาขึ้น ขณะที่ภาพรวมตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยยังดีอยู่ เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน”นายราวเออร์สกล่าว
ด้านนายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะรุนแรงมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยและต้องการซื้อสินค้าที่มีความคุ้มค่า แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกต้องปรับตัวออกมาทำกิจกรรมการตลาดในรูปแบบต่างๆมากขึ้น
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะใช้งบที่เหลืออีก 1,000 ล้านบาท จากงบทั้งปีที่เตรียมไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเน้นการทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น คาดว่าจะจัดกิจกรรมด้วยตัวเองไม่ต่ำกว่า 2030 งานต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี เพื่อให้ปีนี้มีรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 5 หมื่นล้านบาท เติบโต 6%
หนี้ภาคครัวเรือนน่าเป็นห่วง
สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) มองสถานการณ์ปัญหาหนี้ครัวเรือนน่าเป็นห่วง แนะผู้บริโภคแต่ละเดือนจานวนเงินผ่อนชาระหนี้ไม่ควรจะสูงเกินกว่าร้อยละ 36 ของรายได้ หากสูงเกินกว่านี้อาจส่งผลต่อการผ่อนชาระหนี้ในอนาคต และอาจนาไปสู่การฟ้องร้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้
จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ที่ครอบคลุมรวมไปถึงหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ที่เริ่มมีสัญญาณการหยุดชาระหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำนั้น นายธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงการก่อหนี้มีความเป็นไปได้ยากมากขึ้น ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือ ทุกคนจะต้องเรียนรู้และมีการบริหารจัดการหนี้ที่ดี เพื่อลดปัญหาวิกฤติหนี้สินที่มี”
นอกจากนี้ นายธีระ ยังได้กล่าวถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินอีกว่า “สาหรับแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สิน ควรเริ่มจากการสารวจภาระหนี้สินที่มีว่ามีจานวนเท่าใดที่เป็นหนี้สินที่ดี คือเป็นหนี้ที่สร้างความมั่งคั่งหรือก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต เช่น หนี้กู้ยืมซื้อบ้าน หรือเพื่อการศึกษาของบุตร มีจานวนเท่าใด และหนี้สินรวมทั้งหมดมีจานวนเท่าใด จานวนเงินผ่อนชาระในแต่ละเดือนควรจะไม่สูงเกินกว่าร้อยละ 36 ของรายได้ เพราะหากสูงเกินกว่านี้ อาจส่งผลต่อการผ่อนชาระหนี้ในอนาคต และอาจนาไปสู่การฟ้องร้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคาแนะนาที่จะทาให้ลดปัญหาหนี้สินนั้น สมาคมนักวางแผนการเงินไทยแนะนาว่า ควรพยายามลดในส่วนของหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งเป็นลาดับแรก เพราะหนี้สินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจาวัน โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้น มีอัตราดอกเบี้ยสูง สิ่งที่ต้องทาคือ สารวจทรัพย์สินที่ไม่มีความจาเป็นและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อลดภาระหนี้ดังกล่าวรวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้โดยการหาแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่า เช่น เงินกู้สวัสดิการพนักงาน เพื่อนาไปปลดหนี้ที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูง นอกจากนี้ ควรพยายามจ่ายหนี้ให้มากกว่าอัตราชาระขั้นต่า มิเช่นนั้นโอกาสที่จะทาให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เป็นไปได้ยากมาก เพราะจะจ่ายได้ในส่วนของดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ได้ทาให้เงินต้นลดลงแต่อย่างใด ในขณะเดียวกัน ควรมีการบริหารรายรับรายจ่ายให้สมดุลโดยการทาบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิด







