
บีโอไอศึกษาลงทุนคาซัคสถาน
เมื่อปลายเดือน มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา บีโอไอได้เดินทางไปศึกษาลู่ทางการลงทุนในคาซัคสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่แยกตัวจากเดิมที่เป็นสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 และปัจจุบันนับเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจลงทุน จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
เมื่อปลายเดือน มิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา บีโอไอได้เดินทางไปศึกษาลู่ทางการลงทุนในคาซัคสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่แยกตัวจากเดิมที่เป็นสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 และปัจจุบันนับเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจลงทุน จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
ประการแรก มีพื้นที่ 2.7 ล้าน ตร.กม. ประมาณ 5 เท่าของไทย และมีพื้นที่มากเป็นอันดับ 9 ของโลก มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ยูเรเนี่ยม โครเมี่ยม เหล็ก ทองแดง ทองคำ ฯลฯ
ประการที่สอง แม้มีประชากรเพียง 17 ล้านคน แต่จากสถิติของ IMF ในปี 2555 มี GDP มากถึง 196 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 53.6% ของ GDP ของไทย ทั้งๆ ที่ประชากรเพียงแค่ 26.2% ของไทยเท่านั้น ดังนั้นรายได้ต่อหัวมากเป็น 2 เท่าของไทย
ประการที่สาม เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพศุลกากร ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเทศ คือ รัสเซีย เบรารุส และคาซัคสถาน ครอบคลุมประชากร 167 ล้านคน เศรษฐกิจขนาด 2,307 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแม้ประชากรมีขนาดเพียงแค่ 28% ของอาเซียน แต่เศรษฐกิจมีขนาดเกือบเท่ากับอาเซียน การตั้งโรงงานในคาซัคสถาน จึงเท่ากับสามารถส่งสินค้าไปยังรัสเซียและเบลารุสได้อย่างเสรีโดยไม่เสียภาษีอากร ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยูเครนและคีร์กีซสถานสนใจจะเข้าร่วมวงไพบูลย์ในสหภาพศุลกากรแห่งนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 218 ล้านคน และเศรษฐกิจขนาด 2,490 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ประการที่สี่ ค่อนข้างง่ายต่อการดำเนินธุรกิจ โดยภูมิภาคเอเชียกลาง 5 ประเทศ คือ อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน คีร์กีซสถาน และคาซัคสถานจากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า คาซัคสถานง่ายต่อการดำเนินธุรกิจมากสุดเป็นอันดับที่ 49
แม้ว่าคาซัคสถานจะยากต่อการดำเนินธุรกิจเมื่อเปรียบเทียบกับไทยซึ่งอยู่ที่อันดับที่ 18 แต่ดัชนีบางอย่างดีกว่าไทยเสียอีก เช่น ก่อตั้งธุรกิจ ไทยอันดับ 85 แต่คาซัคสถานอันดับที่ 25 การคุ้มครองนักลงทุน ไทยอันดับที่ 13 แต่คาซัคสถานอันดับที่ 10 และการจ่ายภาษีอากร ไทยอันดับที่ 96 แต่คาซัคสถานอันดับที่ 17
ประการที่ห้า นโยบายส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันรายได้หลักของประเทศมาจากส่งออกน้ำมัน ดังนั้นได้พยายามส่งเสริมการก่อตั้งธุรกิจ โดยปัจจุบันมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% เท่ากับประเทศไทย
ยิ่งไปกว่านั้น หากตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งปัจจุบันมี 10 แห่ง จะไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด และหากเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว รัฐบาลจะสนับสนุนเพิ่มเติมในรูปแบบต่างๆ เพิ่มเติม ทั้งยกเว้นภาษีที่ดินและภาษีทรัพย์สินเป็นเวลาไม่เกิน 7 ปี การจ่ายเงินให้เปล่าเพื่อชดเชยเงินลงทุนภายหลังก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการ การให้ที่ดินโดยไม่คิดมูลค่า ฯลฯ
ประการที่หก โอกาสการลงทุนค่อนข้างสูงในหลายสาขาที่ไทยเชี่ยวชาญ เช่นการแปรรูปเนื้อไก่แบบครบวงจร โดยปัจจุบันชาวคาซัคสถานบริโภคเนื้อวัว 38%เนื้อไก่ 21% เนื้อสุกร 20% เนื้อแพะ/แกะ 14% และเนื้อม้า 7% ทั้งนี้ชาวคาซัคสถานดั้งเดิมแล้วนิยมบริโภคเนื้อลูกแกะอย่างมาก แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่นิยมรับประทานเนื้อไก่มากขึ้น โดยแต่ละปีมีความต้องการบริโภคเนื้อไก่มากกว่า 2 แสนตัน
อย่างไรก็ตาม หากยิ่งลงทุนช้า อาจจะยิ่งมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาก แม้ปริมาณการผลิตเนื้อไก่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 0.65 แสนตัน ในปี 2549 เป็น 1.2 แสนตัน ในปี 2555 แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยมากถึงครึ่งหนึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐและรัสเซีย ทั้งนี้ล่าสุดบริษัท MAD Corporation ของอิสราเอลได้ประกาศเมื่อกลางปี 2555 ที่จะลงทุน 3,200 ล้านบาท มีโครงการผลิตเนื้อไก่อย่างครบวงจรทางตอนเหนือของคาซัคสถาน ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตอาหารสัตว์ เพาะพันธุ์ เลี้ยงไก่ และแปรรูปเนื้อไก่
ขณะเดียวกัน คาซัคสถานมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ แทนที่จะส่งออกในลักษณะวัตถุดิบ ดังนั้นสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยรัฐบาลได้ก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศสำหรับรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
สำหรับยานยนต์ยังมีโอกาสลงทุนจำกัดมาก เนื่องจากปี 2555 ประกอบรถยนต์รวมกันเพียงแค่ 21,236 คัน นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศแทบทั้งหมด โดยล่าสุดโตโยต้าประกาศลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์อเนกประสงค์ฟอร์จูนเนอร์ กำหนดก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการปี 2557 แต่มีขนาดเล็กมาก กำลังผลิตเพียง 3,000 คัน/ปี แต่มีโอกาสลงทุนในประดับยนต์หรือซ่อมบำรุงรถยนต์
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่มีโอกาสลงทุน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแสงอาทิตย์ และลม กิจการค้าปลีก โรงแรม ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ฯลฯ







