
อาเซียนเนื้อหอม
เอฟดีไอปี’55โตสวนทางภาพรวมโลกกลุ่มประเทศรายได้ต่ำยังดึงต่างชาติดี
เอฟดีไอปี’55โตสวนทางภาพรวมโลกกลุ่มประเทศรายได้ต่ำยังดึงต่างชาติดี
อังค์ถัดเผยปี 2555 อาเซียนดึงเอฟดีไอเพิ่ม 2% กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย แนวโน้มสดใส
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของโลกในปี 2555 พบว่า เอฟดีไอที่เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่า 3.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5% จากปี 2554 ซึ่งถือว่าลดลงเล็กน้อยหากเทียบกับการลดลงของเอฟดีไอโลกที่ปรับตัวลดลง 18%
สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ได้รับเอฟดีไอเพิ่มขึ้นรวมกัน 2% จากปี 2554 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้ามาในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับเอฟดีไอมากที่สุดในอาเซียน
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำในอาเซียนมีแนวโน้มที่ดีในฐานะผู้รับเอฟดีไอ ทั้งกัมพูชา อินโดนีเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่มีเอฟดีไอเพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ลงทุนมีความต้องการลดต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากร และมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ประเทศไทยยังดึงดูดเอฟดีไอโครงการใหม่เพิ่มขึ้น ในอุตสาหกรรมยานยนต์จากญี่ปุ่น ขณะที่ญี่ปุ่นและทุนจากทั่วโลกสนใจลงทุนในภูมิภาคนี้ เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตดี
ด้านการออกไปลงทุนต่างประเทศของประเทศอาเซียน เพิ่มขึ้น 3% โดยสิงคโปร์ออกไปลงทุนลดลง 12% แต่มาเลเซียเพิ่มขึ้น 12% มูลค่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไทยออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% มูลค่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภูมิภาค
ทั้งนี้ ภาพรวมเอฟดีไอโลกในปี 2555 ลดลง 18% จากปี 2554 มีมูลค่า 1.35 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสามารถดึงดูดเอฟดีไอได้มากที่สุด มีสัดส่วน 52% ของเอฟดีไอทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้รับเอฟดีไอลดลง 32% มีมูลค่า 5.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ปี 2556 อังค์ถัดคาดว่า เอฟดีไอจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปี 2555 โดยมีโอกาสเพิ่มถึงระดับสูงสุด 1.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐและหากในระยะยาวและกลางเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ตัวเลขของเอฟดีไอโลกอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2557 และ 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558







