
จีดีพีร่วง
เศรษฐกิจของไทย ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากปัญหาหนี้สินของคนในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ
เศรษฐกิจของไทย ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากปัญหาหนี้สินของคนในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ
ล่าสุดนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยแล้วว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงล่าสุด คงทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องมีการพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่
หลังจากเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สศช.เพิ่งปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้ ลดลงเหลือ 4.25.2% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 4.55.5% ขณะที่ไตรมาสแรกจีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 5.3%
ขณะที่ ธปท.เอง ภายในเดือน ก.ค.นี้ ก็จะมีการปรับตัวเลขจีดีพีใหม่เช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และคาดกันว่าคงเติบโตไม่ถึง 5.1% ตามที่ได้คาดการณ์ไปก่อนหน้านี้“การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยด้วย เพราะจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญกับไทยมาอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องพิจารณาอัตราการขยายตัวให้สอดคล้องกับศักยภาพของโลกด้วย”นายกิตติรัตน์ระบุ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยังโตกว่าประเทศอื่นๆ แต่เนื่องจากไทยเป็นคู่ค้ากับจีน ทำให้ไทยต้องระมัดระวังผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจจีนมีบทบาทที่สำคัญต่อโลกมาก
“ไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นคู่ค้าที่ดีกับจีน เพราะการขยายตัวที่โตเร็วกว่าของจีน มีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยมีเศรษฐกิจที่ดี แม้ว่าอาจชะลอลงไปบ้าง”นายกิตติรัตน์ย้ำ
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ว่า ความผันผวนดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกรณีที่สหรัฐเตรียมปรับลดขนาดมาตรการเพิ่มสภาพคล่องเชิงปริมาณ (คิวอี)
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาตนได้ให้ความเห็นไปว่า มาตรการคิวอีต้องมีสิ้นสุดลงในวันหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะหากยังดำเนินมาตรการนี้ต่อเนื่องจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโลก เพราะจะเกิดการความผันผวนจากการเก็งกำไรในตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูงจนเกินไป
“เคยเตือนนักลงทุนไปหลายครั้งแล้ว ว่าต้องระมัดระวัง โดยได้ประสานงานกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และทราบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทยไม่ได้ลงทุนด้วยเงินกู้ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าเป็นกังวล ขณะที่กิจการส่วนใหญ่ก็ประกาศผลประกอบการออกมาอยู่ในเกณฑ์ดี”นายกิตติรัตน์กล่าว







