
อคส.-กรมการค้าภายในยันไร้คนร้องข้าวถุงเสื่อม
อคส.-กรมการค้าภายในยันข้าวถุงไร้การร้องเรียนข้าวถุงเสื่อมคุณภาพ ขณะที่กมธ.แนะ 2 หน่วยงานหามาตรการป้อง กันนำข้าวเก่ามาผสมขาย
อคส.-กรมการค้าภายในยันข้าวถุงไร้การร้องเรียนข้าวถุงเสื่อมคุณภาพ ขณะที่กมธ.แนะ 2 หน่วยงานหามาตรการป้อง กันนำข้าวเก่ามาผสมขาย
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชนินทร์ รุ่งแสง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่อง “ติดตามปัญหาข้าวสารบรรจุของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่กระจายตามห้างค้าปลีก ร้านธงฟ้า และร้านค้าถูกใจเสื่อมสภาพ” โดยเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกขช. น.ส.วัชรี วิมุกตายนต์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผอ.องค์การคลังสินค้า (อคส.) และประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เข้าชี้แจง
นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ ผอ.สำนักงานจัดระบบราคาและปริมาณสินค้า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และนางชลิดา ดินอุดม ผู้ช่วย ผอ.อคส. เป็นตัวแทน ผอ.อคส. เข้าชี้แจงเรื่องดังกล่าวแทน ซึ่งนายชนินทร์ กล่าวว่าปัญหาข้าวเสื่อมสภาพทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าเป็นข้าวเก่าที่นำมาบรรจุถุงขาย ซึ่งไมทราบว่ามีมาตรการอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนสบายใจว่าจะไม่นำข้าวเก่ามาบรรจุถุง
ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า การระบายข้าวให้ร้านธงฟ้าและร้านถูกใจ ดำเนินการตั้งแต่เดือนก.ค.-ธ.ค.55 จำนวน 38,560 ตัน และม.ค.-มี.ค.56 จำนวน 17,000 ตัน รวมทั้งหมดเป็นข้าวถุงประมาณ 11 ล้านถุง และยืนยันว่าที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนคุณภาพของข้าวที่เกิดขึ้นมีน้อยมาก เพราะหากพบมีเพียงเล็กน้อยซึ่งจะเกิดจากระบบขนส่งและการจัดเก็บ เนื่องจากข้าวแต่ละถุงจะมีรูเล็กๆให้อากาศถ่ายเท หากถูกน้ำก็จะจับตัวเป็นก้อนและขึ้นรา
ส่วนในร้านค้าก็จะเกิดจากการจัดเก็บไม่ดีและทิ้งไว้นานเกินกว่า 2 เดือน ก็ต้องมีมอดอยู่แล้วตามปกติ แต่เมื่อเกิดปัญหาก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และคืนข้าวให้กับร้านค้า ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ในร้านถูกใจข้าวเสื่อมสภาพเกิดจากจัดเก็บไม่ดี แต่ปัญหาลักษณะนี้น้อยมาก สำหรับข้าวที่มีมอดถือว่าปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีการจำหน่ายข้าวแล้ว 5 แสนตัน แบ่งเป็นกรมการค้าภายในรับผิดชอบขายในโครงการธงฟ้าจำนวน 7 หมื่นตัน ประมาณ 13 ล้านถุง
ด้านนางชลิดา กล่าวว่า อคส. ไม่ได้รับผิดชอบขนส่ง แต่กรมการค้าภายในเป็นผู้จัดจ้างบริษัทเอกชนในการขนส่ง ซึ่งสต็อกข้าวทั้งหมดไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงว่าจะคลาดเคลื่อน โดยข้าวที่บรรจุถุงเป็นข้าวจากสามฤดูกาลผลิตตั้งแต่ฤดูกาล 54/55 ฤดูกาล55 และ55/56 โดยการบรรจุข้าวใส่ถุงจะ 6 บริษัทที่ได้รับโควต้าดำเนินการปรับปรุงข้าว จะมารับข้าวจากอคส. นำไปปรับปรุงและบรรจุถุง ก่อนจัดส่งให้บริษัท นิ่มซี่เส็ง จำกัด และที่บริษัทไปรษณีย์ไทย เพื่อส่งให้ร้านถูกใจ
ทั้งนี้ 6 บริษัท ดังกล่าว ได้แก่ 1.บริษัทเฮียเม้ง 2.บริษัทโชควรลักษณ์ 3.บริษัทธงลาภ 4.บริษัทสิงโตทอง 5.บริษัทนครหลวงค้าข้าว และ 6.บริษัทโอเชี่ยนโกลเด้นท์ไลน์ สำหรับตัวเลขที่กขช. อนุมัติให้บรรจุข้าวถุงตั้งแต่เดือน ต.ค.54 จำนวน 2.5 ล้านตัน โดย กขช.อนุมัติ 7 ครั้ง และจำหน่ายให้ 6 บริษัท ที่ปรับปรุงข้าวตันละ 7 พันบาท โดยจัดจำหน่ายถุงละไม่เกิน 70 บาท สำหรับการรมยาข้าวในโกดัง อคส.จะจ้างเซอร์เวเยอร์ให้เข้ามารมยาฆ่ามอด โดยใช้งบประมาณในโครงการรับจำนำข้าว
ขณะที่ นายชูศักดิ์ ว่องวิชชกร นักวิชาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การรมยาที่มีประสิทธิภาพจะสามารถกำจัดมอดและแมลงได้ เพราะการรมยา คือ ฆ่า หากมีมอดเข้าไปใหม่นั้น ก็แสดงว่าไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะมอดเข้าไปใหม่ได้ ส่วนตัวยาที่ใช้รมข้าวขณะนี้ ก็ได้รับการรับรองว่าไม่มีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์
ผู้สื่อรายงานว่า ระหว่างการประชุมกมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายชนินทร์ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.กทม. ได้ซักถามที่มาที่ไปถึงการนำข้าวจากโกดังต่างๆ ไปบรรจุถุงว่านำไปจากโกดังที่ใดบ้าง รวมทั้งความมั่นใจว่าจะไม่เป็นข้าวเก่า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเป็นข้าวเก่า
ทว่า นายสมศักดิ์และนางชลิดาก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อีกทั้งไม่มีรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ ซึ่งนายชนินทร์แนะนำให้อคส. ติดป้ายที่ถุงข้าวให้ชัดเจนว่าเป็นข้าวจากปีใดเพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะซื้อหรือไม่ รวมทั้งขอให้ตรวจสอบการขนส่งการจัดเก็บด้วย และให้หามาตรการตรวจสอบ 6 บริษัท ที่รับดำเนินการปรับปรุงข้าวว่าจะไม่นำข้าวเก่ามาบรรจุถุงเพื่อนำจำหน่าย เพราะกมธ.เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการนำข้าวเก่ามาบรรจุเพื่อจำหน่าย







