
บลจ.ทิสโก้เล็งหุ้นขนาดกลาง-จิ๋ว
บลจ.ทิสโก้ ส่งกองทุนใหม่ช้อน “หุ้นไซส์กลาง-เล็ก” ราคาถูกกว่าพื้นฐาน ไม่มีบทวิเคราะห์หนุน
บลจ.ทิสโก้ ส่งกองทุนใหม่ช้อน “หุ้นไซส์กลาง-เล็ก” ราคาถูกกว่าพื้นฐาน ไม่มีบทวิเคราะห์หนุน
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) |ทิสโก้ เปิดเผยว่า บริษัทเสนอขายกองทุนเปิดทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ มีนโยบายลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดเอ็ม เอ ไอ ที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท โดยจะลงทุนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
สำหรับที่เหลืออาจลงทุนในตราสารทางการเงิน ตราสารแห่งหนี้หรือเงินฝาก โดยจะเสนอขายครั้งแรกวันที่ 24 มิ.ย.-9 ก.ค.นี้ มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท
นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ผู้จัดการกองทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า กลุ่มทิสโก้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาด เนื่องจากประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีพื้นฐานที่ดีที่สุดตลาดหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้น และลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศพัฒนาแล้ว
การปรับตัวลงของหุ้นไทยจากปัจจัยต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนระยะยาว เนื่องจากมูลค่าของหุ้นปรับลดลงมาเกินความเป็นจริง ซึ่งกลุ่มบริษัทเหล่านี้พื้นฐานไม่เปลี่ยนและยังมีศักยภาพในการทำกำไรที่ดี อีกทั้งมูลค่าเชิงเปรียบเทียบของตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค TIPS (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) ยังถือว่าน่าสนใจกว่า โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมของตลาดหุ้นไทย อยู่ที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) 15 เท่า หรือดัชนี 1,636 จุด ซึ่งยังเป็นเป้าหมายเดิมไม่ได้ปรับเปลี่ยน
นโยบายการลงทุนของกองทุนนี้ จะกระจายการลงทุนในหุ้น 20-25 ตัว จากหุ้นในกลุ่มที่บริษัทจะลงทุนได้ประมาณ 60-70 ตัว โดยจะลงทุนหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค เช่น กลุ่มสื่อสาร กลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาล เป็นต้น รวมทั้งหุ้นที่เสนอขายเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีขนาดกลางและขนาดเล็กให้ผลตอบแทนดี โดยกองทุนนี้ก็สามารถเข้าลงทุนได้เช่นกัน
นอกจากนี้ มองว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กหลายตัวไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักลงทุนและยังไม่มีการวิเคราะห์หุ้นเหล่านี้ ทำให้มูลค่าหุ้นต่างจากมูลค่าที่แท้จริง จึงมองว่าอนาคตราคาหุ้นบริษัทเหล่านี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ราคาเป้าหมาย อีกทั้งจากข้อมูลในอดีตพบว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในหลายช่วงเวลา โดยให้ผลตอบแทนมากกว่าถึง 4 ปี ใน 5 ปีย้อนหลัง และตั้งแต่ปี 2552-2555 ผลตอบแทนย้อนหลังสูงกว่าดัชนีตลาดปีละ 10%
นายกมลยศ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ มองว่าผู้เล่นในตลาดจะเป็นนักลงทุนรายย่อยและ|นักลงทุนสถาบันที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เน้นลงทุนหุ้น รวมถึงกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่หลาย บลจ. จัดตั้งออกมามีมูลค่ารวมหมื่นล้านบาท ซึ่งจะสนับสนุนตลาดได้ในช่วงที่นักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตขายหุ้นไทยออกไป







