
เงินยังไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่
ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ น้ำมันเผชิญแรงขายอีกระลอกตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่า สภาพคล่องในระบบการเงินโลกจะลดลงเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ หลังตลาดมองไปทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเริ่มลดขนาดวงเงินซื้อพันธบัตร หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปลายปีนี้ และจะสิ้นสุดโครงการ QE ประมาณกลางปีหน้า
ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ น้ำมันเผชิญแรงขายอีกระลอกตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่า สภาพคล่องในระบบการเงินโลกจะลดลงเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ หลังตลาดมองไปทางเดียวกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเริ่มลดขนาดวงเงินซื้อพันธบัตร หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปลายปีนี้ และจะสิ้นสุดโครงการ QE ประมาณกลางปีหน้า
กระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ และไหลย้อนกลับไปยังสหรัฐที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าตลาดเคยประเมินไว้ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินสกุลที่เหลือ โดยเฉพาะของตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง กรณีเงินบาทจ่ออยู่ที่ 31.2 บาท/ดอลลาร์ อ่อนสุดในรอบ 10 เดือน
กระแสเงินทุนไหลออกทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินเปลี่ยนแปลงไปมาก โอกาสลดอัตราดอกเบี้ยถูกปิดประตูในสถานการณ์เช่นนี้ ในทางกลับกันมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากเงินยังไหลออกเร็วและต่อเนื่อง ธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินทุนไหลออก เหมือนธนาคารกลางอินโดนีเซียที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้
การระดมทุนจากตลาดการเงินจะยากขึ้นและต้นทุนโน้มสูงขึ้น ไม่ว่าจะผ่านตลาดหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน
สถาบันการเงินจะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะที่เงินลงทุนในพันธบัตรที่ถืออยู่มากมีแนวโน้มขาดทุน สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลลบต่อธุรกิจสถาบันการเงินและอสังหาริมทรัพย์
แม้ตลาดการเงินทั่วโลกจะได้ตอบรับความเสี่ยงนี้มาร่วมเดือนแล้ว แต่ยังเห็นแรงขายด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ปรับพอร์ตเพราะบอนด์ยิลด์ดีดขึ้นมามากหรือโยกเงินกลับสหรัฐ ต้องขายเพื่อรองรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุน กลับสถานะธุรกรรมดอลลาร์แครี่เทรดดิ้ง ชอร์ตเซล ความเป็นไปได้ที่จะมีแรงบังคับขายเพิ่มขึ้น หากราคาหุ้นทรุดเร็ว
ดังนั้น จึงควรชะลอการลงทุน รอให้ตลาดการเงินเริ่มมีเสถียรภาพก่อนเข้าลงทุนเพิ่ม โดยอาจสังเกตสัญญาณดังนี้ 1) ราคาพันธบัตรเพิ่งฟื้น ดึงบอนด์ยิลด์ลง 2) ค่าเงินบาทและของตลาดเกิดใหม่เริ่มยืนได้ 3) แรงขายต่างชาติในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ซาลง หรือพลิกกลับซื้อสุทธิ 4) ตลาดหุ้นในภูมิภาคฟื้นตัวขึ้นพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ดี พื้นฐานเศรษฐกิจไทยและของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่ได้แย่ลงเหมือนราคาหุ้นที่ดิ่งลงมา
แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงบ้าง แต่เชื่อว่าปีนี้จะขยายตัวใกล้ 4.5% และจะเร่งขึ้นในปีถัดๆ ไป หลังการปรับฐานใหญ่ มูลค่าหุ้นไทยถูกลงมาก ณ ดัชนีที่ 1,400 จุด ค่าพี/อีตลาดหุ้นไทยลดเหลือ 12.5 เท่า ของประมาณกำไรปี 2556 ที่คาดว่าจะโต 18% เงินปันผลจะเพิ่มเป็น 3.6% และ 4.1% ในปี 25562557 ค่า P/BV จะเหลือ 2.1 และ 1.9 เท่า ในปี 25562557 ขณะที่ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ถูกคาดหมายว่าจะสูงถึง 17% ต่อปี
แรงซื้อกลับหุ้นที่ถูกชอร์ตเซลไว้ (Short Covering) หากมีการซื้อคืน หุ้นมีโอกาสเด้งแรง หุ้นที่โดนชอร์ตไว้หนักๆ แต่พื้นฐานดี Valuation น่าสนใจ ได้แก่ ADVANC, KBANK, BBL, INTUCH, KTB, JAS, AOT, DTAC, BGH, CPALL, LH, QH เป็นต้น
ตลาดจะแกว่งเหมือนการเล่นโยโย่ โดยมีแนวต้านที่ 1,440 และ 1,470 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,354 จุด
ช่วงสั้นตลาดยังผันผวน แต่เชื่อว่าจะแกว่งเข้าหามูลค่าพื้นฐานในระยะยาว สำหรับผู้ที่ยังพอร์ตว่าง และสามารถถือลงทุนระยะยาว อาจทยอยเพิ่มพอร์ตทีละ 10% เน้นหุ้นพื้นฐานดีที่มูลค่าหุ้นถูกและอยู่ในเขตถูกขายมากเกินไป เช่น ADVANC, INTUCH, CPALL, BBL, KBANK, KTB, AOT, BGH, JAS, BTS, QH, SIRI เป็นต้น







