
มิสซิส ฟิลด์ส คุกกี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
ใครจะเชื่อว่าแม่บ้านสาวชาวอเมริกันที่เรียนจบน้อย ไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจ หรือแม้แต่เงินทุนตั้งต้น จะสามารถก้าวขึ้นเป็นเจ้าของกิจการร้านซอฟต์คุกกี้ระดับพรีเมียมชื่อดัง ที่มีสาขาในสหรัฐกว่า 600 สาขา และในอีก 10 ประเทศทั่วโลก ในนามของ “มิสซิส ฟิลด์ส คุกกี้” อย่างทุกวันนี้ได้สำเร็จ
“ฉันมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และสูตรคุกกี้แสนอร่อย” เดบบี ฟิลด์ส ในวัย 57 ปี เล่าย้อนอดีตถึงแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจ เนื่องจากต้องการสร้างชื่อให้กับตัวเอง ภายหลังได้รับแรงกดดันและดูถูกจากคนรอบข้าง ที่มักมองว่า ผู้หญิงที่มีการศึกษาน้อยและไม่มีงานทำ ได้ชื่อว่าเป็น “คนไร้ค่า”
หลังจากนั้น ฟิลด์ส ในวัยเพียง 20 ปี จึงตัดสินใจใช้ความสามารถและความหลงใหลในการทำขนม โดยเฉพาะคุกกี้นิ่ม ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมของครอบครัว มาเป็น “จุดแข็ง” ในการเปิดร้านคุกกี้ของตัวเองเสียเลย
แม้ในช่วงแรก คนในครอบครัวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเปิดธุรกิจของฟิลด์ส ต้องล้มเหลวลงอย่างแน่นอน เนื่องจากฟิลด์สไม่มีทั้งความรู้ประสบการณ์การทำธุรกิจ หรือแม้แต่เงินทุนตั้งต้น ทว่าเจ้าตัวไม่ได้หวั่นไหว แต่พยายามเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ด้วยการตระเวนขอเงินกู้จากธนาคารด้วยตัวเองในทันที
เพราะรู้ดีว่า ธนาคารมักไม่ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการโนเนมที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ฟิลด์สจึงงัดไอเดียอบคุกกี้แสนอร่อยติดมือไปด้วย เพื่อดึงดูดความสนใจและเปิดโอกาสให้นายธนาคารได้สัมผัสความอร่อยที่ไม่เหมือนใครของคุกกี้สไตล์ มิสซิส ฟิลด์ส และเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยวิธีดังกล่าว ฟิลด์สได้รับอนุมัติเงินจำนวนหนึ่ง และแม้จะมีดอกเบี้ยสูงถึง 21% ทว่าก็เพียงพอที่จะใช้เป็นทุนตั้งต้นในการเปิดร้านคุกกี้ขนาดเล็กในแคลิฟอร์เนียได้เป็นผลสำเร็จเมื่อปี 2520
แน่นอนว่า การเปิดร้านในวันแรกเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากฟิลด์ส ซึ่งไม่มีความรู้ด้านการทำธุรกิจ ไม่ได้จัดสรรเงินทุนใช้ในการโฆษณา จนผู้เป็นสามีถึงกับออกคำท้าว่า ในการเปิดร้านวันแรก ฟิลด์สไม่สามารถขายคุกกี้ได้ถึง 50 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,500 บาท) อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ฟิลด์สจึงออกไอเดียนำคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าร้านได้ลองชิมกันถึงตัว และในที่สุดก็สามารถขายได้ถึง 75 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,250 บาท)
การเปิดร้านในวันแรกนั้นสอนบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจให้ฟิลด์สได้รู้ว่า หากสิ่งไหนไม่เวิร์ก ต้องลองวิธีใหม่ในทันที
จากวันนั้นฟิลด์สจึงเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจใหม่ คือจากเดิมที่ตั้งเป้ายอดขายเป็นรายเดือน เปลี่ยนเป็นรายวันและรายชั่วโมงแทน เช่น ตั้งยอดขายให้ได้ 32 เหรียญสหรัฐ (ราว 960 บาท) ต่อชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
นอกเหนือจากนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มิสซิส ฟิลด์ส มีความโดดเด่นเหนือร้านคุกกี้ทั่วไป ก็คือ ส่วนประกอบในการทำซอฟต์คุกกี้ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม ทั้งเนยแท้ วานิลลาสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ โดยไม่มีการแต่งสี กลิ่น หรือรสชาติสังเคราะห์ และที่สำคัญต้องอบสดใหม่ทั้งวันอีกด้วย
“ด้วยความที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางและห้อมล้อมไปด้วยพี่น้องถึง 5 คน ทำให้ฉันเคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องใช้ส่วนผสมเทียมในการทำคุกกี้ เช่น ช็อกโกแลตเทียม มาร์การีน ดังนั้นในฐานะคนรักคุกกี้ คำว่า ‘แค่ดีพอ’ ไม่อาจใช้ได้ เพราะทุกอย่างต้อง ‘ดีที่สุด’” ฟิลด์ส กล่าว
นับเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าเราตั้งใจจริง!







