posttoday
ทันสถานการณ์

ทันสถานการณ์

20 มิถุนายน 2556

เคาะผู้ว่าการ กฟผ.ตามโผ

เคาะผู้ว่าการ กฟผ.ตามโผ

นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ เปิดเผยว่า บอร์ด กฟผ.มีมติเห็นชอบให้นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ รองผู้ว่าการฝ่ายพัฒนาโรงไฟฟ้า เป็นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ แทนนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ที่จะครบวาระในวันที่ 30 ก.ค.นี้ โดยบอร์ด กฟผ.จะนำเรื่องเสนอต่อนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เพื่อรายงานต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งคาดว่ากระบวนการแต่งตั้งและการพิจารณาเงินเดือนจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ค.นี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาให้คะแนนด้านประสบการณ์และความรู้ความสามารถ 40 คะแนน แยกเป็นความรู้ความสามารถด้านไฟฟ้า 20 คะแนน ความสามารถบริหารองค์กรขนาดใหญ่ 20 คะแนน ส่วนที่เหลือ 60 คะแนน ประกอบด้วย ความเป็นผู้นำ บุคลิกภาพ 10 คะแนน วิสัยทัศน์ 25 คะแนน แนวคิด 25 คะแนน โดยผู้สมัครทั้ง 3 คน ต่างก็มีความสามารถเพราะเป็นคนใน กฟผ.ทั้งหมด แต่นายสุนชัยมีความเหมาะสมสุด โดยเฉพาะมีวาระการทำงานเกือบ 3 ปี โดยจะครบเทอมในเดือน มิ.ย. 2559

ดันแผนเสริมเอสเอ็มอี

นายกลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้เตรียมแผนเร่งพัฒนาขีดความสามารถของเอสเอ็มอีไทย มี 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1.แผนการอบรมอย่างบูรณาการ เน้นปฏิบัติงานจริง ศึกษาดูงานจากบริษัทที่ประสบความสำเร็จ 2.ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาปัญหาพร้อมแนวทางแก้ไข โดยผู้บริหารที่มีประสบการณ์ธุรกิจ ซึ่งจะเริ่มในไตรมาส 3 ปีนี้ 3.นำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ในลักษณะของการออกงานแสดงสินค้า โดยเข้าร่วมในโครงการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีงบสนับสนุน 300 ล้านบาท ในปี 2556-2558 มีแผนจะเชิญชวนเอสเอ็มอีไปเจาะตลาดใน 14 ประเทศ ได้แก่ พม่า ลาว อินโดนีเซีย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ บราซิล เปรู บรูไน บังกลาเทศ บาห์เรน กาตาร์ แอฟริกาใต้

จากข้อมูลดัชนีความสามารถการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาส 1/2556 พบว่า เอสเอ็มอีประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขันมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันคือ 1.ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าและบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่ยอดขายทรงตัวและกำไรสุทธิมีแนวโน้มลดลง 2.ขาดสภาพคล่อง และ 3.ขาดการใช้จ่ายในกิจกรรมที่สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของรายได้หรือลดต้นทุน

ขู่ขึ้นบัญชีดำผู้จำหน่ายปุ๋ย

นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เปิดเผยว่า สกย.จะดำเนินการยกเลิกสัญญาซื้อขายและอาจขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาจัดซื้อปุ๋ยครั้งต่อไปกับบริษัท แกรนด์นูลาร์ หากบริษัทไม่สามารถส่งมอบปุ๋ยให้ครบตามสัญญาภายในวันที่ 28 มิ.ย.นี้

ทั้งนี้ สกย.ได้ทำสัญญาจัดซื้อปุ๋ยสูตร 20:8:20 เพื่อส่งมอบให้กับสหกรณ์ชาวสวนยางกับบริษัท แกรนด์นูลาร์ จำนวน 3.1 หมื่นตัน เป็นวงเงิน 599.69 ล้านบาท โดยครบกำหนดส่งมอบเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่บริษัทส่งมอบปุ๋ยผ่านตามคุณสมบัติที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดเพียง 1.78 หมื่นตัน ยังเหลือรอการส่งมอบอีก 9,730 ตัน

ในระหว่างนี้ บริษัท แกรนด์นูลาร์ จะต้องจ่ายค่าปรับให้ สกย.เป็นรายวันในอัตรา 0.2% ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่ผู้ขายได้นำส่งมอบจนถูกต้องครบถ้วน ซึ่งที่ผ่านมา สกย.ได้สั่งปรับรวมเป็นเงิน 4.28 ล้านบาท

หากบริษัท แกรนด์นูลาร์ ถูกขึ้นบัญชีดำก็จะเป็นครั้งแรกที่ สกย.พิจารณา ที่ผ่านมายังไม่เคยมีบริษัทปุ๋ยรายใดถูกขึ้นบัญชีดำ

บีโอไอจับมือธนาคารญี่ปุ่น

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีแนวโน้มออกมาลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศแถบอาเซียน บีโอไอจึงต้องมีแนวทางดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่มีศักยภาพเข้ามาในไทยให้มากที่สุด

ล่าสุด ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับธนาคารชิกะ (Shiga) ซึ่งเป็นธนาคารท้องถิ่นรายใหญ่สุดใน จ.ชิกะ เขตคันไซ และเป็นธนาคารที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีและมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ ไบโอเทคโนโลยี ยาและสุขภาพ พลังงานทดแทน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอต้องการดึงเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีให้กับธุรกิจไทย

ทั้งนี้ รายงานของบีโอไอ ระบุว่า ใน 4 เดือนแรกของปีนี้นักลงทุนญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด โดยมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอทั้งสิ้น 216 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.50 แสนล้านบาท จากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติทั้งสิ้น 2.24 แสนล้านบาท

‘พาณิชย์’ สร้างเครือข่ายข้อมูล

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา ที่ปรึกษากฎหมายและบัญชี และสถาบันวิจัย ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของศูนย์บริการการค้าการลงทุนสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ของไทยใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558

ศูนย์เออีซีดังกล่าวจะเข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงข้อมูลและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการค้า การลงทุน ได้ง่ายและสะดวก ต้นทุนต่ำ ณ จุดเดียว เพื่อสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดงาน Post AEC: อนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้การค้าเสรีหลังปี 2558 ในระหว่างวันที่ 24 ก.ค.1 ส.ค. เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่สนใจจะเจาะตลาดอาเซียน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน