
โพสต์-อิท ทุกปัญหาย่อมมีทางออก
หากนึกถึงสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เชื่อว่าต้องมีชื่อของ “โพสต์อิท” (PostIt)
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
หากนึกถึงสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เชื่อว่าต้องมีชื่อของ “โพสต์-อิท” (Post-It) กระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่มาพร้อมแถบกาวด้านหลัง ติดโผอย่างแน่นอน
เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะทำงานแล้ว หรือยังคงเป็นนักเรียนอยู่ก็ตาม ต้องเคยใช้โพสต์อิท หรือไม่ก็เคยผ่านตามาแล้วสักครั้งอย่างแน่นอน และที่สำคัญก็คือ ได้เห็นประโยชน์ของเจ้ากระดาษแผ่นเล็กๆ นี้ ซึ่งตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เข้าไปอำนวยความสะดวกในชีวิตของผู้คนทั่วโลกจนกลายเป็นเครื่องเขียนที่ใครหลายๆ คนขาดไม่ได้เลยทีเดียว
ทั้งนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะนำไปใช้เขียนข้อความได้แล้ว แถบกาวด้านหลัง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เหนียวหนึบ แต่ขณะเดียวกันลอกออกง่ายนั้น ยังทำให้โพสต์อิท กลายเป็นที่คั่นหนังสือชั้นดีได้อีกด้วย รวมทั้งยังสามารถนำไปใช้เน้นย้ำหรือไฮไลต์ข้อมูลหรือเอกสารสำคัญ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทางบริษัท 3 เอ็ม (3M) ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำการคิดค้นเทคโนโลยีชื่อดังจากสหรัฐ จะมีรายได้มหาศาลจากการจำหน่ายโพสต์อิท ทั่วโลก โดยข้อมูลเมื่อปี 2009 พบว่า รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งรวมถึงโพสต์อิท พุ่งแตะระดับ 3,470 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.04 แสนล้านบาท) ขณะที่ในแต่ละปีนั้นทางบริษัทผลิตโพสต์อิท มากถึง 50 หมื่นล้านแผ่น
ทว่า กว่าจะมีวันนี้ ดร.สเปนเซอร์ ซิลเวอร์ และอาร์เธอร์ ฟราย สองหนุ่มเจ้าของไอเดียเงินล้าน ต้องฝ่าฟันอุปสรรคไม่น้อยเลยทีเดียว เห็นได้จากระยะเวลาที่ใช้ในการผลักดันโพสต์อิท เข้าสู่ตลาดนั้นยาวนานถึง 12 ปี
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1968 ซิลเวอร์ ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นนักเคมีให้กับ 3 เอ็ม ได้คิดค้นกาวชนิดใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีความเหนียวหนึบ แต่สามารถลอกออกง่าย โดยไม่สร้างความเสียหายให้กับวัสดุที่นำไปติด
ทว่า เจ้าตัวคิดไม่ออกว่าจะนำกาวสุดล้ำที่ว่านี้ไปใช้ทำอะไรดี จึงได้แต่นำผลงานไปเสนอให้เพื่อนร่วมเป็นเวลานานหลายปี
“พวกเขาเรียกผมว่า ‘มิสเตอร์อดทน’ เพราะผมไม่ยอมแพ้ ผมมุ่งมั่นที่จะคิคค้นวิธีนำกาวไปใช้ให้ได้” ซิลเวอร์ เผย
ในที่สุดก็มีผู้ค้นพบประโยชน์กาวของซิลเวอร์ โดยฟรายนั้นปิ๊งไอเดียที่จะสร้างโพสต์อิท ขณะกำลังซ้อมร้องเพลงอยู่ในช่วงปี 1974
“จู่ๆ ผมก็คิดได้ว่าจะดีสักแค่ไหนหากผมมีที่คั่นหนังสือที่สามารถแปะลงบนกระดาษได้โดยไม่หลุด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายเนื้อดนตรีของผม ทันใดนั้นผมก็นึกถึงกาวของซิลเวอร์ และก็แทบจะตะโกนคำว่า ยูเรกา (ฉันพบแล้ว) เลยทีเดียว” ฟราย ระบุ
ทว่าก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นประโยชน์ของโพสต์อิท เพราะการทดสอบตลาดครั้งแรกในปี 1979 ล้มเหลว แต่งานนี้ทางบริษัทไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โดยหลังจากนั้น 2 ปีก็เปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดมาสู่รูปแบบ “การให้ผู้บริโภคทดสอบสินค้า” เช่น นำโพสต์อิท ไปแปะตามเอกสารที่ส่งมอบให้ลูกค้ากลุ่มต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความสงสัยและอยากไปซื้อโพสต์อิท มาใช้เองบ้าง จนในที่สุดโพสต์อิท ก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดิบขายดี
“ปรากฏการณ์โพสต์อิท เป็นอะไรที่น่าแปลกไม่น้อย เพราะมันเป็นสินค้าที่ใครๆ ก็คิดว่าไม่มีความจำเป็นในตอนแรก จนกระทั่งก็กลายเป็นสิ่งของจำเป็นไปเอง คล้ายกับโทรศัพท์มือถือที่มีกล้อง เมื่อก่อนคุณคงคิดว่ามันไม่จำเป็นเลย แต่ดูเดี๋ยวนี้สิ คุณคงขาดมันไปไม่ได้เสียแล้ว” ซิลเวอร์ กล่าว
นับเป็นตัวอย่างธุรกิจที่สะท้อนให้เห็นว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ หากคนเรามีความอดทนและความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จจริงๆ







