
รื้อแผนพีดีพี 20 ปี 2 ล้านล้าน-เมกะน้ำดันใช้ไฟพุ่ง
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
กระทรวงพลังงานเร่งปรับแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากการผลักดันอภิมหาโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ทั้งโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้งบประมาณเงินกู้ 2 ล้านล้าน และโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมูลค่า 3.5 แสนล้าน
“พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเพื่อทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 เป็น พีดีพี 2013 (2555-2573) ร่วมกับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยขอให้นำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล 2 โครงการได้แก่ โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการคำนวณปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
โครงการลงทุนดังกล่าวจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท มีการสร้างรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง และทำให้เกิดเมืองเศรษฐกิจใหม่ๆ ตามจุดต่างๆ ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน ซึ่งมีการประเมินเบื้องต้นรถไฟฟ้า 1 เส้นจะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,200 เมกะวัตต์ แม้ไม่ใช่ทุกเส้นจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเท่ากันหมด เพราะบางเส้นทางก็มีการเจริญเติบโตของเมืองอยู่แล้ว
“ได้สั่งการให้มีการพิจารณานำ2เมกะโปรเจ็คของรัฐบาลไปคำนวณฐานการใช้ไฟฟ้าในระยะยาวด้วย โดยปัจจุบันแผนพีดีพีที่ใช้กันอยู่ระบุว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มจาก 3.3 หมื่นเมกะวัตต์ เป็น 7 หมื่นเมกะวัตต์ ในปี 2573 ดังนั้นถ้ารวมโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้าไปอีก เชื่อว่าการใช้ไฟฟ้าจะมีการขยายตัวมากขึ้นกว่านี้แน่นอน นอกจากนั้นจะต้องวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับในอนาคตด้วยเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน” พงษ์ศักดิ์ กล่าว
“สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ระหว่างปรับปรุงแผนพีดีพี เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งกรณีที่ รมว.พลังงานต้องการให้นำ 2 เมกะโปรเจกต์เข้ามาพิจารณาตัวเลขการใช้ไฟฟ้าด้วยนั้น พร้อมรับไปดำเนินการ ในหลักการโครงการรถไฟฟ้าแม้ว่าจะทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ก็ช่วยลดการใช้น้ำมันในภาคขนส่งด้วย เป็นผลดีกับภาคธุรกิจ เพราะต้นทุนการขนส่งมีสัดส่วนถึง 18% ของต้นทุนของสินค้าแต่ละรายการ และที่ผ่านมาไทยมีปัญหาเรื่องโลจิสติกส์มาโดยตลอด หากมีการบริหารจัดการที่ดีก็จะทำให้ภาคธุรกิจมีความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้น
สำหรับการปรับปรุงแผนพีดีพีรอบนี้ ในเบื้องต้นมีแนวคิดปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความเหมาะสม เมื่อสิ้นสุดแผนพีดีพีปี2573 จะปรับลดสัดส่วนการใช้ก๊าซฯ54%เป็น32% ส่วนถ่านหิน13% เพิ่มเป็น18% การรับซื้อไฟต่างประเทศจาก10%เป็น19% พลังงานหมุนเวียนจาก 14% เป็น 24% เป็นต้น ซึ่งจะมีการจัดทำประชาพิจารณ์กับประชาชนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเปิดให้แสดงความคิดเห็นว่าควรจะมีอยู่ในแผนตามเดิม ซึ่งกำหนดไว้ในช่วงปลายแผนพีดีพีหรือจะดึงออกจากแผนไปทั้งหมด
พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าใหม่จากการปรับปรุงแผนพีดีพีที่จะเกิดขึ้นนั้น คงต้องประเมินอย่างรอบคอบ ซึ่งเชื้อเพลิงทางเลือกที่จะทำให้มีต้นทุนถูกตอนนี้คือถ่านหินและนิวเคลียร์ โดยกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้นเพราะยังมีบทเรียนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะที่เคยสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนโดยรอบ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดลดปัญหาดังกล่าวแล้ว รบริหารจัดการที่ดีขึ้นกว่าในอดีต ดังนั้นประชาชนไม่ควรกังวลกับเรื่องนี้ ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คงไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะยังมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย และมีเงื่อนไขในการก่อสร้างที่ต้องเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากชุมชน และต้องมีโครงสร้างทำเลที่ตั้งต้องแข็งแรง ซึ่งอาจหาได้ยาก







