
ฟินันซ่าชี้รายย่อยตื่นเกินจริง
บลจ.ฟินันซ่า เชื่อหุ้นไทยร่วงมากผิดปกติ ฉวยจังหวะตั้งกองทริกเกอร์ 4%+4% ช้อนหุ้น
บลจ.ฟินันซ่า เชื่อหุ้นไทยร่วงมากผิดปกติ ฉวยจังหวะตั้งกองทริกเกอร์ 4%+4% ช้อนหุ้น
นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ฟินันซ่า เปิดเผยว่า ราคาหุ้นในระดับปัจจุบันปรับลดลงมากผิดปกติ จากการขายหุ้นไทยออกเพื่อปรับพอร์ตตามปกติของนักลงทุนต่างชาติ และทำให้นักลงทุนรายย่อยเทขายตามมา แต่เป็นการขายมากเกินไป
“ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติมองว่าแนวโน้มเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น จึงปรับลดพอร์ตการลงทุนในประเทศเกิดใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่นักลงทุนรายย่อยแตกตื่นและเทขายตาม ส่งผลให้ดัชนีปรับลดลงมากเกินไปและต่ำกว่าพื้นฐานมาก จนเป็นโอกาสในการลงทุน” นายธีรพันธุ์ กล่าว
ดังนั้น บลจ.ฟินันซ่า จึงออกกองทุนเปิดฟินันซ่า สตาร์ ทริกเกอร์ 4% พลัส 4% ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นไทย อายุโครงการประมาณ 12 เดือน และกำหนดผลตอบแทนเป้าหมายรวม 8% แบ่งเป็น 4% สองครั้ง โดยครั้งแรกจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อมูลค่ากองทุนไม่ต่ำกว่า 10.40 บาท หรือเพิ่มขึ้น 4% และครั้งที่ 2 เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 11 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม หากครบกำหนด 12 เดือนแล้วผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมายกองทุนจะซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ทั้งนี้ จะเสนอขายระหว่างวันที่ 1720 มิ.ย.นี้
“บลจ.ฟินันซ่า เราไม่ได้ออกกองหุ้นทริกเกอร์บ่อย แต่เราจะเลือกจังหวะและโอกาสที่ดีในการลงทุนให้กับลูกค้า” นายธีรพันธุ์ กล่าว
นายสุรสีห์ จงไชโย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายลงทุน บลจ.ฟินันซ่า กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในระดับนี้ ถือเป็นการลงทุนในภาวะความเสี่ยงที่ลดลง เพราะดัชนีสะท้อนภาวะราคาต่อกำไร (พี/อี) เสมือนว่าธนาคารกลางสหรัฐยกเลิกมาตรการผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) แล้ว แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะยุติมาตรการคิวอีในปีนี้ นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานในประเทศเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขยายตัวดี
“เรายังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,699 จุด บนสมมติฐานว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นขยายตัว 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยในปี 2556 คาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นจะอยู่ที่ 111.3 บาทต่อหุ้น ในขณะที่สัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2556 คาดว่าจะอยู่ที่ 15 เท่า ดังนั้น การปรับตัวลงมาของดัชนีจึงถือเป็นโอกาสดีในการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่พื้นฐานดีในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนประมาณ 12-15%” นายสุรสีห์ กล่าว







