
ข้อควรรู้ของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (ต่อ)
ผมได้ปูพื้นเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ฉบับใหม่มาให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ โดยเปรียบเทียบฉบับเก่ากับฉบับใหม่ วันนี้เรามาดูข้อสังเกตในกฎหมายกันนะครับ
ผมได้ปูพื้นเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ฉบับใหม่มาให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ โดยเปรียบเทียบฉบับเก่ากับฉบับใหม่ วันนี้เรามาดูข้อสังเกตในกฎหมายกันนะครับ
2) ข้อสังเกตต่อ พ.ร.บ.ใหม่
ภายหลังการเปรียบเทียบ พ.ร.บ.เก่า กับ พ.ร.บ.ใหม่มาแล้ว ผมมีประเด็นข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อ พ.ร.บ.ใหม่ ในเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่หรือไม่อย่างไร โดยโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1.มีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน
พ.ร.บ.ใหม่ ใช้คำว่า “ร่วมลงทุน” ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับคำว่า “ร่วมงานหรือดำเนินการ” ของ พ.ร.บ.เก่า คือ ร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียวโดยวิธีการอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าในลักษณะใด ผมเห็นว่าความหมายดังกล่าวก็จะทำให้มีการตีความปรับใช้กฎหมายแบบกว้างเหมือนกับ พ.ร.บ.เก่า เพราะมีลักษณะขอบเขตเนื้อหาที่ค่อนข้างกว้างมาก กล่าวคือ ต้องเป็นวิธีการอนุญาตหรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าลักษณะใด (ซึ่งกว้างมาก) ดังนั้น ผู้ตีความต้องไปตรวจสอบกับตัวอย่างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเดิมเปรียบเทียบด้วย
2.มีการลงทุนในกิจการของรัฐ
ในหลักเกณฑ์นี้ พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดนิยามของคำว่า “กิจการของรัฐ” เอาไว้เหมือนกับใน พ.ร.บ.เก่า ซึ่งหมายความว่า กิจการที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) กิจการที่ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่ง หรือหลายหน่วยรวมกันมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย หรือ (2) กิจการที่จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยรวมกัน
ซึ่งผมเห็นว่าความหมายดังกล่าวมีข้อน่าสังเกตว่าจะทำให้มีการตีความปรับใช้กฎหมายแบบกว้างเหมือนกับ พ.ร.บ.เก่า ด้วยลักษณะขอบเขตเนื้อหาที่ค่อนข้างกว้างมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ หรือ “ทรัพย์สินของรัฐ” ทั้งนี้ ก็ต้องดูจากตัวอย่างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ผ่านมาประกอบและโปรดดูข้อสังเกตเรื่องกิจการโทรคมนาคมว่า จะเข้ากรณีเป็นการลงทุนในกิจการของรัฐหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็น “กิจการของรัฐ”
3.โครงการนั้นมีมูลค่าของโครงการอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท หรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้น โดยกฎกระทรวงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ใหม่นี้ (มาตรา 23)
สำหรับหลักเกณฑ์นี้ พ.ร.บ.ใหม่ ได้กำหนดเพิ่มเติมไปจาก พ.ร.บ.เก่า ว่าในกรณีที่ สคร.เห็นว่าโครงการใดแม้มีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เป็นโครงการที่มีความสำคัญหรือสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์และสมควรดำเนินการตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้ สคร.อาจเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาให้โครงการประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.นี้ได้ (มาตรา 58)
และในส่วนของปัญหาเรื่องวิธีการคำนวณมูลค่าของโครงการนั้น พ.ร.บ.ใหม่เห็นว่า เพื่อความชัดเจนในการคำนวณมูลค่าโครงการ จึงได้กำหนดให้คณะกรรมการฯ ออกหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการ
ผมมีข้อสังเกตว่า ในกรณีระหว่างที่ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวออกมานั้น มาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ใหม่ ได้กำหนดให้เอาหลักเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.บ.เก่า (ซึ่งจะกล่าวถึงด้านล่าง) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งวิธีการนี้มีความยุ่งยากมาก หรือกรณีที่คณะกรรมการฯ ออกหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการมา แต่หลักเกณฑ์นั้นไม่มีความชัดเจนเพียงพอแก่เอกชนและหวังว่าหลักเกณฑ์ควรชัดเจน ทั้งสองกรณีอาจทำให้เอกชนไม่สามารถรับรู้ได้ว่าโครงการที่ตนจะเข้าร่วมลงทุนกับรัฐนั้นมีมูลค่าโครงการถึง 1,000 ล้านบาท และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้หรือไม่ เพราะเกิดปัญหาการคำนวณมูลค่าโครงการว่าจะใช้หลักเกณฑ์โดย
การคำนวณคิดจากวงเงินหรือทรัพย์สิน อย่างไรบ้าง
ผลประโยชน์ตอบแทนต้องนำมารวมคำนวณด้วยหรือไม่
ใช้การลงทุนในช่วงใดในการคำนวณ (ช่วงเริ่มต้นโครงการ/ตลอดระยะเวลาของโครงการ)
มูลค่าที่คำนวณหรือกำหนดเป็นจำนวนที่ถูกต้องหรือไม่
เอาไว้ตอนต่อไปเรามาดูเรื่องหลักเกณฑ์อื่นๆ กันต่อนะครับ







