posttoday
ข้อควรรู้ของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (ต่อ)

ข้อควรรู้ของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (ต่อ)

18 มิถุนายน 2556

ผมได้ปูพื้นเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ฉบับใหม่มาให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ โดยเปรียบเทียบฉบับเก่ากับฉบับใหม่ วันนี้เรามาดูข้อสังเกตในกฎหมายกันนะครับ

ผมได้ปูพื้นเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ฉบับใหม่มาให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ โดยเปรียบเทียบฉบับเก่ากับฉบับใหม่ วันนี้เรามาดูข้อสังเกตในกฎหมายกันนะครับ

2) ข้อสังเกตต่อ พ.ร.บ.ใหม่

ภายหลังการเปรียบเทียบ พ.ร.บ.เก่า กับ พ.ร.บ.ใหม่มาแล้ว ผมมีประเด็นข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อ พ.ร.บ.ใหม่ ในเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่หรือไม่อย่างไร โดยโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่จะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

1.มีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน

พ.ร.บ.ใหม่ ใช้คำว่า “ร่วมลงทุน” ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับคำว่า “ร่วมงานหรือดำเนินการ” ของ พ.ร.บ.เก่า คือ ร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียวโดยวิธีการอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าในลักษณะใด ผมเห็นว่าความหมายดังกล่าวก็จะทำให้มีการตีความปรับใช้กฎหมายแบบกว้างเหมือนกับ พ.ร.บ.เก่า เพราะมีลักษณะขอบเขตเนื้อหาที่ค่อนข้างกว้างมาก กล่าวคือ ต้องเป็นวิธีการอนุญาตหรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าลักษณะใด (ซึ่งกว้างมาก) ดังนั้น ผู้ตีความต้องไปตรวจสอบกับตัวอย่างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเดิมเปรียบเทียบด้วย

2.มีการลงทุนในกิจการของรัฐ

ในหลักเกณฑ์นี้ พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดนิยามของคำว่า “กิจการของรัฐ” เอาไว้เหมือนกับใน พ.ร.บ.เก่า ซึ่งหมายความว่า กิจการที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) กิจการที่ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่ง หรือหลายหน่วยรวมกันมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย หรือ (2) กิจการที่จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยรวมกัน

ซึ่งผมเห็นว่าความหมายดังกล่าวมีข้อน่าสังเกตว่าจะทำให้มีการตีความปรับใช้กฎหมายแบบกว้างเหมือนกับ พ.ร.บ.เก่า ด้วยลักษณะขอบเขตเนื้อหาที่ค่อนข้างกว้างมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ หรือ “ทรัพย์สินของรัฐ” ทั้งนี้ ก็ต้องดูจากตัวอย่างคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ผ่านมาประกอบและโปรดดูข้อสังเกตเรื่องกิจการโทรคมนาคมว่า จะเข้ากรณีเป็นการลงทุนในกิจการของรัฐหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็น “กิจการของรัฐ”

3.โครงการนั้นมีมูลค่าของโครงการอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท หรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้น โดยกฎกระทรวงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ใหม่นี้ (มาตรา 23)

สำหรับหลักเกณฑ์นี้ พ.ร.บ.ใหม่ ได้กำหนดเพิ่มเติมไปจาก พ.ร.บ.เก่า ว่าในกรณีที่ สคร.เห็นว่าโครงการใดแม้มีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เป็นโครงการที่มีความสำคัญหรือสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์และสมควรดำเนินการตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้ สคร.อาจเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาให้โครงการประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.นี้ได้ (มาตรา 58)

และในส่วนของปัญหาเรื่องวิธีการคำนวณมูลค่าของโครงการนั้น พ.ร.บ.ใหม่เห็นว่า เพื่อความชัดเจนในการคำนวณมูลค่าโครงการ จึงได้กำหนดให้คณะกรรมการฯ ออกหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการ

ผมมีข้อสังเกตว่า ในกรณีระหว่างที่ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวออกมานั้น มาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ใหม่ ได้กำหนดให้เอาหลักเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.บ.เก่า (ซึ่งจะกล่าวถึงด้านล่าง) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งวิธีการนี้มีความยุ่งยากมาก หรือกรณีที่คณะกรรมการฯ ออกหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการมา แต่หลักเกณฑ์นั้นไม่มีความชัดเจนเพียงพอแก่เอกชนและหวังว่าหลักเกณฑ์ควรชัดเจน ทั้งสองกรณีอาจทำให้เอกชนไม่สามารถรับรู้ได้ว่าโครงการที่ตนจะเข้าร่วมลงทุนกับรัฐนั้นมีมูลค่าโครงการถึง 1,000 ล้านบาท และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้หรือไม่ เพราะเกิดปัญหาการคำนวณมูลค่าโครงการว่าจะใช้หลักเกณฑ์โดย

การคำนวณคิดจากวงเงินหรือทรัพย์สิน อย่างไรบ้าง

ผลประโยชน์ตอบแทนต้องนำมารวมคำนวณด้วยหรือไม่

ใช้การลงทุนในช่วงใดในการคำนวณ (ช่วงเริ่มต้นโครงการ/ตลอดระยะเวลาของโครงการ)

มูลค่าที่คำนวณหรือกำหนดเป็นจำนวนที่ถูกต้องหรือไม่

เอาไว้ตอนต่อไปเรามาดูเรื่องหลักเกณฑ์อื่นๆ กันต่อนะครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน