
ญี่ปุ่นไร้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่
เอสเอ็มอีโอดตั้งตัวยากเหตุอุปสรรคเพียบรัฐบาลไม่หนุนเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้
เอสเอ็มอีโอดตั้งตัวยากเหตุอุปสรรคเพียบรัฐบาลไม่หนุนเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้
หนุ่มสาวญี่ปุ่นโอดตั้งธุรกิจไม่ได้ เหตุรัฐไม่หนุนเข้าถึงทุนยาก
ไฟแนนเชียลไทมส์เปิดเผยรายงานอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาล ตลอดจนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในญี่ปุ่น ซึ่งเตือนว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาวะการ “ขาดแคลนผู้ประกอบการ” ซึ่งนับเป็นผลพวงจากการที่ภาครัฐไร้มาตรการสนับสนุนการตั้งตัวของเอสเอ็มอี พร้อมเตือนว่าหากไม่เร่งแก้ไขอาจเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้
“ผู้ประกอบการรุ่นใหม่เจออุปสรรคมากมาย ซึ่งขัดขวางการเริ่มต้นธุรกิจใหม่” เจ้าหน้าที่อาวุโสรายหนึ่งในรัฐบาลญี่ปุ่นเผย พร้อมชี้ว่า อัตราการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในแดนปลาดิบนั้นต่ำกว่าในสหรัฐและอังกฤษกว่าครึ่ง
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ผู้ประกอบการเผชิญ คือ การขอสินเชื่อ โดยเฉพาะการยื่นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้
โคกิ อูชิยามา เจ้าของบริษัทฮอตโตลิงก์ ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์กระแสตลาด เผยว่า ทางธนาคารเรียกร้องให้เจ้าตัวแสดงหลักทรัพย์มูลค่าสูงถึง 300 ล้านเยน (ราว 93 ล้านบาท) เพื่อใช้ค้ำประกันเงินกู้ที่ยื่นขอในจำนวนเท่ากัน
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า อุตสาหกรรมเงินร่วมทุน (Venture Capital) ของแดนปลาดิบ ซึ่งในต่างประเทศถือเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของเอสเอ็มอีนั้นมีขนาดเล็กเกินไป
ข้อมูลจากรัฐบาลพบว่ายอดสินเชื่อและการลงทุนที่อยู่ในรูปแบบของเงินร่วมทุนนั้นอยู่ที่ 1.24 แสนล้านเยน เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของตัวเลขในสหรัฐ และที่สำคัญก็คือ เงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากธนาคาร ซึ่งมักให้ความสำคัญกับแนวโน้มการสร้างกำไรของธุรกิจมากกว่าศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น จึงได้ประกาศเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการงัดมาตรการลดหย่อนทางด้านภาษีเพื่อให้นักลงทุนหันไปลงทุนในกองทุนเงินร่วมทุนมากขึ้น รวมทั้งการปฏิรูประบบสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอี เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถใช้บุคคลค้ำประกันสินเชื่อได้
“นับเป็นภารกิจที่ท้าทายมากสำหรับรัฐบาล แต่เราก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันหนุ่มสาวญี่ปุ่น ซึ่งล้วนแต่ฉลาดและมีทักษะความสามารถไม่แพ้ชาติใด กำลังติดแหง็กอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่กล้าทิ้งเงินเดือนและงานที่มั่นคงไปหาความเสี่ยงนั่นเอง” เจ้าหน้าที่รัฐบาลคนหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยนาม ระบุ







