
ทุนนอกทิ้งไทย 3 วัน 1.2 หมื่นล้าน
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงหนักสุดในรอบ 2 ปี วันเดียว 75 จุด และลงลึกระหว่างวันถึง 80 จุด 3 วัน เทขายหนัก 124 จุด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงหนักสุดในรอบ 2 ปี วันเดียว 75 จุด และลงลึกระหว่างวันถึง 80 จุด 3 วัน เทขายหนัก 124 จุด โดยมีแรงขายจากต่างชาติ 1.2 หมื่นล้านบาท เทขายออกมามากที่สุดในบรรดาหุ้นกลุ่ม TIPs (Thailand Indonesia Philippines) ที่ปรับขึ้นแรงเมื่อปีก่อน
แรงขายเกิดจากการปรับพอร์ตการลงทุน เพราะความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะเร็วขึ้นจากปีหน้า เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พี (S&P) ปรับมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มจากเป็นลบมาเป็นปกติ และความกังวลที่ธนาคารโลกลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจของโลกลงจาก 2.4% เหลือ 2.2%
ต่างชาติได้เทขายหุ้นและตราสารหนี้ระยะยาว ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงลึกสุดในรอบ 9 เดือน ที่ 31.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาแทรกแซงจนเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาที่ 30.5530.60 บาท และตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นในวันสุดท้ายด้วยแรงซื้อของต่างชาติในสองวันสุดท้ายของสัปดาห์
หุ้นลงแรงลึก 80 จุด
ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ดัชนีปิดที่ระดับ 1,452.63 จุด ลดลง 75.92 จุด หรือ 4.97% มูลค่าการซื้อขาย 64,927.22 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีลงไปลึกสุดถึง 80 จุด
จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แถลงการณ์ 2 รอบในวันเดียว รอบแรกปิดตลาดช่วงเช้า ขณะที่ดัชนีปิดตลาดดิ่งลง 51 จุด แต่ไม่สามารถต้านทานแรงขายได้ รอบบ่ายลงลึกถึง 80 จุด ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นมาปิด 75.92 จุด ต่างชาติเทขายกว่า 5,000 ล้านบาท
จรัมพร กล่าวว่า หุ้นไทยลดลงตามตลาดภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่ม TIPs ที่ถูกนักลงทุนต่างชาติเทขาย ดังนั้นจึงขอให้นักลงทุนดูจากปัจจัยพื้นฐานเป็นเกณฑ์ ไม่ควรตื่นตระหนกกับสถานการณ์มากนัก
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า มีเงินไหลกลับสหรัฐ แต่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะก่อนหน้านี้มีเงินเข้ามาเยอะ และการไหลออกนี้นับว่าน้อยเมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศและเตือนเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนให้ระมัดระวังความผันผวน
ต่างชาติขายต่อ
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 12 มิ.ย. 2556 เต็มไปด้วยความผันผวนและเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสหรัฐจะยกเลิกคิวอีภายหลังเอสแอนด์พีได้ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยทันทีที่เปิดตลาดดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงแรงกว่า 19 จุด จากนั้นก็อ่อนตัวในแดนลบตลอดการซื้อขายภาคเช้า แต่เด้งกลับมายืนบวกได้เล็กน้อยกว่า 4 จุด หลังเปิดตลาดภาคบ่าย ก่อนจะหัวทิ่มดิ่งหนักอีกครั้งช่วงท้ายตลาด หรือถลาลงลึกถึง 30.63 จุด จากนั้นก็ฟื้นมาปิดตลาดที่ 1,433.47 จุด ลดลง 19.16 จุด หรือ 1.32% มูลค่าการซื้อขาย 66,506.14 ล้านบาท ต่างชาติยังเทขายกว่า 5,000 ล้านบาท
เหวี่ยงหนักต่างชาติกลับมาซื้อ
ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ดัชนีผันผวนอย่างหนัก โดยระหว่างวันตกหนักถึง 81.52 จุด ก่อนเด้งกลับมาปิดที่ 1,403.27 จุด ลดลง 30.20 จุด มูลค่าซื้อขาย 85,402.21 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อเป็นวันแรกเร็วกว่ากลุ่ม TIPs โดยในวันนี้ผู้ว่าการ ธปท.ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้เข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท
ตลาดกลับมาฟื้น
วันศุกร์ที่ 14 มิ.ย. ตลาดหุ้นปรับขึ้นแรงถึง 62 จุด ด้วยการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วจากกว่า 31 บาท เป็น 30.530.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
โบรกเกอร์ให้ข้อมูลว่า ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นทำให้ต่างชาติขาดทุนค่าเงินหากขายนำเงินออกไป
ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ 1014 มิ.ย. ปิดที่ระดับ 1,458.68 จุด ลดลง 3.80% จากสัปดาห์ก่อน ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.88% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 63,983.15 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ
3 กลุ่มถูกเทขายหนัก
การลดลงของตลาดหุ้นในรอบนี้ พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับตัวลดลงของกลุ่มไอซีที อสังหาริมทรัพย์ และธนาคาร ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในปีนี้
ชอร์ตหนักหุ้นแบงก์
วันที่ 612 มิ.ย. ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งหนัก พบว่านักลงทุนได้มีการยืมหุ้นขายล่วงหน้า (ชอร์ต) รวมกว่า 88 หลักทรัพย์ มูลค่ารวม 6,523 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ นำโดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) ในจังหวะนี้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนได้ถือโอกาสเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ตัวเองบริหารมูลค่ารวม 66 ล้านบาท อาทิ หุ้นบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) วิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ซื้อหุ้นบริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) 1 ล้านหุ้น ราคา 24.47 บาท หรือ 24.47 ล้านบาท สุรชัย เชษฐ์โชติศักดิ์ ซื้อหุ้นอาร์เอส (RS) 1.79 แสนหุ้น ราคา 9.85 บาท เป็นเงิน 1.75 ล้านบาท
แนวโน้มเหวี่ยงหนัก
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1721 มิ.ย. 2556 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ดัชนีน่าจะยังคงผันผวน โดยจับตามองรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค เครื่องชี้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,422 และ 1,337 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,488 และ 1,494 ตามลำดับ







