
เฮอร์บาไลฟ์ปักธง ลุยเอเชียปั้นรายได้
เฮอร์บาไลฟ์ ปักธงบุกเอเชียขานรับ คนเอเชียเป็นโรคอ้วนพุ่ง และต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพ
เฮอร์บาไลฟ์ ปักธงบุกเอเชียขานรับ คนเอเชียเป็นโรคอ้วนพุ่ง และต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพ
นายวิลเลียม เอ็ม. ราห์น รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชีย แปซิฟิก ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงเฮอร์บาไลฟ์ เปิดเผยว่า บริษัทได้วางแผนดำเนินการตลาดเชิงรุกในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอีกมาก เพราะคนเอเชียมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินมากขึ้น จึงต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ดูแลสุขภาพ
ทั้งนี้ ในระยะ 10 ปี หรือตั้งแต่ปี 25532563 คนเอเชียจะมีอัตราการเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันประชากรเวียดนามเป็นโรคอ้วนโต 225% ฮ่องกง โต 178% อินเดีย โต 100% เกาหลีใต้ โต 80.7% อินโดนีเซีย โต 50% ส่วนไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชียที่มีประชากรเป็นโรคอ้วน หรือจำนวนมากกว่า 17 ล้านคน และจะเพิ่ม 4 ล้านคนต่อปี
“แนวโน้มการเกิดโรคอ้วนของคนเอเชีย ทำให้เฮอร์บาไลฟ์เห็นโอกาสที่จะเข้าไปทำตลาด อีกทั้งเอเชียยังเป็นตลาดที่สร้างยอดขายอันดับหนึ่งของบริษัทหรือมียอดขาย 9,520 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะโตสองหลักต่อเนื่องใน 5 ปีจากนี้” นายราห์น กล่าว
สำหรับประเทศที่มีการเติบโตรวดเร็วในเอเชียคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย เกาหลี และไต้หวัน ส่วนไทยเป็นตลาดที่กำลังจะเติบโตในอนาคต ซึ่งบริษัทได้เล็งถึงการสร้างโรงงาน เพื่อขยายกำลังการผลิตจากปัจจุบันมีโรงงานในประเทศเกาหลี ไต้หวัน อินเดีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 โดยอยู่ระหว่างการประสานงานกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้ง 10 ประเทศ รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานอาหารปลอดภัยสำหรับสินค้านำเข้ามากขึ้น
เพื่อสุขภาพที่ดีของประชากรในประเทศ
นายราห์น กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทได้วางแผนจัดงานประชุมใน 3 ประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกมีโอกาสขยายเครือออกไปกว้างขึ้น โดยได้ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท จัดการประชุมเฮอร์บาไลฟ์ เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซตร้าวาแกนซ่า ครั้งที่ 6 ขึ้นที่ประเทศไทย โดยมีผู้จำหน่ายอิสระเข้าร่วมงาน 2.3 หมื่นคน จาก 12 ประเทศทั่วเอเชีย และไทยมีผู้จำหน่ายอิสระเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน
ขณะเดียวกันได้จัดประชุมในอีก 2 ประเทศ คือ อินเดียและเกาหลีใต้ คาดว่างานที่จัดขึ้น 3 ประเทศ คาดจะมีผู้เข้าร่วมประชุม 5.5 หมื่นคน







